ทัวร์ครับพากิน
ทัวร์ครับพาตะลอนกิน ย่านร้านอาหารชื่อดัง รวมทั้งเมนูเด็ดของแต่ละประเทศที่ไม่ควรพลาด
สักครั้งต้องลองกับ 7 ภัตตาคาร “ร้านอาหารยุโรปในกรุงเทพ”
พากิน
ยุโรป
สักครั้งต้องลองกับ 7 ภัตตาคาร “ร้านอาหารยุโรปในกรุงเทพ”
หลายคนน่าจะเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของร้านอาหารยุโรปที่ติดมิชลินสตาร์กันมาบ้างแล้ว ว่าถ้าพูดถึงมิชลินสตาร์แสดงว่าร้านอาหารนั้นได้รับการการันตีในเรื่องของรสชาติอาหาร ความสะอาด และความสดใหม่ เปรียบเหมือนกับดาวที่ติดยศตำรวจหรือทหารยังไงยังงั้นเลย แต่ต้องบอกก่อนก่อนว่าดาวมิชลินมีแค่ 1-3 ดาวเท่านั้นร้านไหนที่โม้ว่าร้านฉัน 5 ดาวขอให้คิดไว้ก่อนเลยโม้รึเปล่า การจำแนกรางวัลดาวมิชลิน 1 ดาว คือ ร้านอาหารที่ดีที่สุดในร้านอาหารประเภทเดียวกัน รางวัลดาวมิชลิน 2 ดาว คือ ร้านอาหารที่ยอดเยี่ยม ในระดับที่คุ้มค่าที่จะเดินทางไปกิน และรางวัลดาวมิชลิน 3 ดาว ร้านอาหารที่ดีเลิศ ต่อให้ไกลแค่ไหน สักครั้งในชีวิตก็ควรเดินทางไปกิน การจะได้แต่ละดาวนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะฉะนั้นเราจึงมั่นใจได้ว่าร้านอาหารที่ได้ดาวมีคุณภาพดีสมคำล่ำลือจริงๆ วันนี้ Tourkrub เราจะพาทุกคนไปตะลุยภัตตาคารอาหารยุโรปในกรุงเทพที่ได้รับดาวมิชลินสตาร์ และควรค่าแก่การไปลองชิมกันดูสักครั้งหนึ่งในชีวิต จะดีสมคำเคลมหรือไม่ไปดูกัน 1.ร้าน Fireplace Grill and Bar เริ่มต้นด้วยภัตาคารร้านอาหารยุโรปเก่าแก่อย่าง Fireplace Grill ใครชอบสาย Grill ต้องไม่พลาดร้านนี้เพราะเขาโดดเด่นเรื่องสเต๊กเนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำกรอบนอกนุ่มใน อร่อยอย่าบอกใครสมกับตำแหน่งดาวมิชลินสตาร์ โดย เชฟฌอง-มาร์ค บองโซ เชฟมิชลินสตาร์ 2 ดาวที่รักษาระดับนี้ไว้ได้นานติดต่อกันถึง 28 ปี มารังสรรค์เมนูอาหารให้ทุกคนได้กินกัน ร้านอาหารยุโรปโดดเด่นด้วยอาหาร Grill อย่างเสต็กเนื้อที่บอกเลยว่าแค่ได้เห็นหน้าตาก็น้ำลายสอกันแล้วเพราะเชฟของที่นี่เขาโชว์กรรมวิธีในการทำอาหารให้เราเห็นกันจะๆ เลยรับรองรองนอกจากรสชาติที่ถูกปากแล้วยังได้ฟีล และบรรยากาศในการกินอาหารอีกมากโขเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีอาหารขึ้นชื่ออีกหลายอย่างยกตัวอย่างเช่น หอยนางรมจากออสเตรเลียและฝรั่งเศสอบซอส, ตับห่านทอด, สลัดอโวคาโด, กุ้งมังกรเทอร์มิดอร์-อาลาเนจ-ราฟวิโอลี่, แซลมอนสามสหาย หรือจะเป็นเนื้อแกะชุ่มซอส ก็ล้วนเป็นเมนูที่น่ากินด้วยกันทั้งนั้น ใครสนใจอยากทานแนะนำให้จองโต๊ะกันก่อนจะได้พลาดเมนูมื้อดินเนอร์สุดพิเศษที่ร้าน Fireplace Grill การเดินทาง: จากสยามเซ็นเตอร์ ใช้ถนนพระราม 1 ตรงมาทางถนนเพลินจิต ผ่านสี่แยกเอราวัณ ให้ชิดซ้าย ห้องอาหารไฟร์เพลสกริลล์สเต็กเฮ้าส์ อยู่บริเวณชั้น G ในโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ ติดกับเกษรพลาซ่า cr.thegreatgastro.com 2.ร้าน Rib Room & Bar ยังอยู่กันที่ภัตาคารอาหารยุโรปที่ขึ้นชื่อเรื่องสเต็กอีกร้านหรึ่งอย่างร้าน Rib Room & Bar โรงแรมแลนด์มาร์ค ที่นอกจากจะโดดเด่นของอาหารที่รสชาติถูกปาก จนได้รับรางมินลินไกด์แล้ว ยังได้รับการการันตีคุณภาพดีด้วยรางวัล The Plate โดยเชฟหลักที่ได้ถูกยอมรับในฝีมือระดับสากลอย่าง Chef Philippe Gaudal ส่วนเรื่องของบรรยากาศของที่นี่เขาก็ไม่แพ้ ด้วยโทนสีแดงเรียบหรู ประกอบกับสามารถชมวิวเมืองสวยๆ ได้ริมหน้าต่าง รับรองว่าถูกอกถูกใจหลายๆ คนแน่นอน ถ้ายิ่งมากับคู่รักในวันพิเศษแล้วล่ะก็รับรองว่าประทับใจแน่นอน ส่วนเมนูที่เราอยากแนะนำก็คือ Dry Aged Beef สเต็กชิ้นโตเนื้อนุ่มที่กำลังเป็นที่นิยมกันอยู่ในตอนนี้ การเดินทาง: ตัวโรงแรมแลนด์มาร์คจะอยู่ห่างจากสถานีนานาประมาณ 50 เมตร เดินตามรถมา โรงแรมอยู่ด้านซ้ายมือติดถนนใหญ่ ระหว่างสุขุมวิทซอย 4 และซอย 6 cr.thegreatgastro.com 3. ร้าน Elements - The Okura Prestige Bangkok แผนที่ : The Okura Prestige Bangkok เปลี่ยนสไตล์มาที่เมนูอาหารฝรั่งเศสสุดหรูกันบ้างที่ร้าน Elements ที่อร่อยจนต้องยกดาวมิชลินให้ ในโรงแรม The Okura Prestige Bangkok โรงแรมสุดหรูติด BTS เพลินจิต พอพูดว่าเป็นอาหารฝรั่งเศสอาจจะดูไม่แปลกเท่าไร แต่พอบอกว่าเป็น อาหารฝรั่งเศสที่ผสมผสานกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นขึ้นมาล่ะก็หลายคนคงสงสัยกันแล้วใช่ไหมล่ะว่ารสชาติจะอร่อยล้ำแค่ไหน แนะนำให้ไปลองโดนกันได้ เมนูที่แนะนำเป็น Crispy Skin Soy Marinated Duck Breast And Leg Croquette เนื้อเป็ดที่ Slow Cooked ในสาเก และนำมามาเซียร์ส่วนหนังให้กรอบ รับรองว่ากรอบนอกนุ่มในสมดาวมิชลินแน่นอน แถมยังคุ้มค่าด้วยบรรยากาศบนชั้นดาดฟ้ามองวิวเมืองตอนพระอาทิตย์ตกดินรับรองว่าโรแมนติคอย่าบอกใครเชียวล่ะ การเดินทาง: ตั้งอยู่ที่ชั้น 25 ของโรงแรม The Okura Prestige Bangkok สามารถเดินทางมาทาง BTS ลงสถานีเพลินจิต และเดินเข้าโรงแรมผ่านทางอาคาร ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ได้ cr.guide.michelin.com 4. ร้าน Mezzaluna มาต่อกันที่ Mezzaluna ร้านอาหารอิตาเลี่ยนที่ได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ถึง 2 ดาวด้วยกัน นอกจากรสชาติอาหารชั้นเยี่ยมแล้วยังมีการดีไซน์ตกแต่งร้านที่โดดเด่น ตกแต่งคล้ายกับพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวสามารถมองเห็นวิวของกรุงเทพมหานครแบบพาโนราม่า 360 องศา นอกจากอิ่มท้องแล้วยังได้ฟีลที่สุดแสนจะโรแมนติคอีกด้วย การเดินทาง: ตั้งอยู่ชั้น 65 โรงแรมเลอบัวแอทสเตททาวเวอร์ จากถนนสีลม ให้ตรงไปบริเวณโรงพยาบาลเลิดสิน หัวมุมถนนสีลมตัดถนนเจริญกรุงแยกบางรัก จะเห็นอาคารสเตททาวเวอร์กรุงเทพ โรงแรมเลอบัวแอทสเตททาวเวอร์ อยู่บนชั้น 21-26, 51-59 ของอาคารสเตททาวเวอร์กรุงเทพ cr.tripadvisor.com 5.ร้าน Le normandie ภัตตาคารอาหารยุโรปที่ซ่อนตัวอยู่ ในโรงแรมแมนดารินโอเรียนเต็ล โรงแรมสุดหรูที่ตั้งอยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา อย่างร้าน เลอ นอร์มังดี ที่ได้รับการการันจากมิชลินสตาร์มากถึง 2 ดาวที่ได้รับการรังสรรค์เมนูจากเชฟเจ้าของประเทศอย่างเชฟ เชฟอาโน ดูนัง โซทีเอร์ ที่ได้ผสมผสานความคลาสสิคกับอาหารในยุคสมัยใหม่ให้เข้ากันได้อย่างลงตัวจนได้รับรางวัล อาหารที่แนะนำก็จะเป็น อาหารจานหลักอย่าง Roasted Pigeon, Endive, Pear and Cocoa เนื้อนกพิราบมาจากเมือง Breast นำมาย่างพร้อมเสิร์ฟกับผักเครื่องเคียง ได้รสชาติผสมผสานที่เข้ากันได้อย่างลงตัว การเดินทาง: เดินจาก BTSสะพานตากสิน 8นาที หรือ ขึ่นเรือไปที่ท่าโรงแรมโอเรียนเต็ล 6.ร้าน Savelberg ร้านอาหารฝรั่งเศสที่มีการตกแต่งแบบโล่งโปร่งสบายแต่ยังแฝงไปด้วยความเรียบหรูตามสไตล์ร้านอาหารฝรั่งเศสอย่างร้าน Savelberg ที่ได้รับการการันตีคุณภาพจากเชฟมากประสบการณ์อย่างเชฟ Henk Savelberg มีให้เลือกแบบทั้ง A la carte และ Set Course การเดินทาง: เดินทางด้วย BTS เพลินจิต ถนนวิทยุลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 7.ร้าน L Atelier de Joel Robuchon Restaurant cr.tripadvisor.com ปิดท้ายด้วยร้านอาหารฝรั่งเศสอย่างร้าน L Atelier de Joel Robuchon Restaurant ที่เคยได้รับการรังสรรค์เมนูอาหารจากอดีตเชฟชื่อดังอย่าง Robuchon ที่ได้รับความเชื่อมั่นในระดับโลกเพราะได้รับดาวมิชลินมากที่สุดในโลก ปัจจุบันก็ยังเป็นร้านอาหารฝรั่งเศสที่ได้รับความนิยมอยู่อย่างไม่ขาดสาย เชื่อว่าเพื่อนๆ จะได้ชิมรสชาติอาหารระดับโลกโดยไม่ต้องเดินทางไปถึงประเทศฝรั่งเศส การเดินทาง: อยู่ที่ชั้น5 Mahanakon Cube ถนนนราธิวาสฯ สามารถจอดรถที่ชั้นใต้ดินได้เลย หรือจะมาด้วย BTS ลงสถานีช่องนนทรีก็ได้เช่นกัน
มาทำความรู้จักกับ 10 ขนมหวาน ต้นตำรับแท้จาก “เกาหลี” อร่อยอย่าบอกใคร
พากิน
เกาหลี
มาทำความรู้จักกับ 10 ขนมหวาน ต้นตำรับแท้จาก “เกาหลี” อร่อยอย่าบอกใคร
เพราะนอกจากรสชาติที่หวาน หอม อร่อยแล้วนั้น เรื่องแพคเกจของเกาหลีเขาก็ขึ้นชื่อไม่เป็นสองรองใครอยู่แล้ว ซื้อเป็นของฝากก็ดูดี หรือจะตุนกลับมากินเองที่บ้านก็ฟินลืม แล้วยิ่งเดี๋ยวนี้ขนมเกาหลีไม่ได้หาทานยากเหมือนแต่ก่อนใครที่ดูรีวิวนี้จบแล้วอดใจไม่ไหว ไม่รู้จะได้บินไปเมื่อไร ก็สามารถหาทานได้ที่ไทยก็มี แต่อาจจะต้องสู้กับราคาแพงลิบสักเล็กน้อยถ้าเป็นขนมที่หายาก เอาล่ะเกริ่นกันซะยืดยาวมาดูกันดีกว่าว่าขนมหวาน ต้นตำรับแท้จาก “เกาหลี” เนี่ยจะมีชิ้นไหนบ้างที่อร่อยฟินลืมอย่าบอกใคร เที่ยวเกาหลีราคาสุดคุ้ม กับ ทัวร์ครับ 1.เจลลี่ยาคูลล์ นาทีคงไม่มีใครไม่รู้เจ้าเจลลี่ยาคูลล์ ที่ฮอตฮิตติดลมบนจนไทยต้องนำเข้ามาจากเกาหลี ก็เพราะเจ้าตัวนี้เนี่ยอร่อยถูกใจคนชอบกินยาคูลล์อย่างเราเอามากๆ แต่ก่อนต้องซื้อพรีมากินตกถุงละ 90 ขึ้นไป แพงหูดับกันเลยทีเดียว พอจะหมดก็ต้องค่อยๆ กินทรมานเหลือเกิน แต่ตอนนี้จ้าไม่ต้องอดอยากกันอีกแล้วเพราะไทยเรานำเข้าเป็นที่เรียบร้อยหากินง่ายจนกระแสอาจจะดรอปไปบ้าง แต่เชื่อว่าน่าจะเป็นขนมในลิสต์ที่หลายๆ คนชื่นชอบเป็นแน่ 2.ตัลกี ชับซัลด็อก ขนมโมจิเนื้อยืดๆ นุ่มๆ สอดไส้ด้วยสตรอว์เบอร์รี่ลูกโต ไม่บอกก็คงรู้กันใช่ไหมล่ะคะว่าเกาหลีเนี่ยเขาขึ้นชื่อเรื่องสตรอว์เบอร์รี่ลูกใหญ่ๆ เบิ้มๆ ด้วยความหวานกำลังดีของแป้งต็อก ตัดกับความเปรี้ยวอมหวานของสตรอว์เบอร์รี่เนื้อฉ่ำ บอกเลยว่าฟินลืมบ้านเลขที่กันเลยทีเดียว เหมาะมากสำหรับเป็นของฝากเพราะนอกจากรสชาติที่หอมหวานแล้วยังมีแพคเกจสุดคิ้วท์ให้สาวๆ เลือกได้แบบจุใจตามสไตล์แดนกิมจิอีกด้วย อ้อแล้วไม่ได้มีแค่ไส้สตรอว์เบอร์รี่นะคะ สำหรับใครที่ชอบไส้ถั่วแบบโมจิของญี่ปุ่นเขาก็มีให้เลือกซื้อได้ตามความชอบเลย 3.ซัลต๊อกพาย เรียกได้ว่าเป็นขนมพื้นบ้านของประเทศเกาหลีเลยก็ว่าได้ ด้วยความนุ่มของแป้งต็อก เคลือบด้วยช็อคโกแลตหอมหวาน ที่นอกจากความหนึบหนับของแป้งแล้วยังได้รสชาติช็อคโกแลตหวานๆ ไส้ด้านในก็มีหลายรสชาติให้เลือกทานกันตั้งแต่ช็อคโกแลต ถั่วแดง หรือจะเป็นไส้กล้วยก็อร่อยลงตัว 4.เค้กหวาน มาทำความรู้จักขนมโบราณของเกาหลีกันบ้างดีกว่า อย่างเจ้าตัวเค้กหวาน ที่รสชาติจะคล้ายๆ กับทานโดนัท ด้วยส่วนผสมจากแป้งสาลี และน้ำผึ้ง ถือว่าเป็นขนมดั้งเดิมที่เราไม่ควรพลาด และควรไปลองกันดูสักครั้งเพราะแต่ก่อนจะหาทานยาก แต่ปัจจุบันเริ่มแพร่หลายมากยิ่งขึ้นแล้ว 5. Market O Real Brownie บราวนี่ที่โด่งดังเลื่องชื่อจนต้องนำเข้ามาขายที่ไทยอีกเช่นอย่าง Market O ที่เชื่อว่าหลายคนที่ไปถึงเกาหลีต้องเคยตุนซื้อกลับมากินเล่นกันเป็นแน่แท้ ใครชอบกินบราวนี่เนื้อกรอบนอก ฉ่ำในล่ะก็รับรองว่าต้องชอบเจ้าตัวนี้แน่นอน เพราะส่วนตัวเราแล้วนั้นบอกเลยว่าปลื้มมาก 6.Market O Real Cheese Chip พูดถึง Market O บราวนี่กันไปแล้วมาถึงอีกตัวหนึ่งที่ได้รับกระแสนิยมเป็นจำนวนมากไม่ต่างกันอย่าง Market O Real Cheese Chip อื้ออหืออบอกเลยว่าถูกใจสายขนมกรุบกรอบแน่นอน เพราะเจ้าตัวนี้เป็นมันฝรั่งทอดกรอบรสชีส เค็มๆ นิดหอมชีส แต่ไม่เลี่ยนแบบบางตัว อร่อยลืมกันเลยทีเดียว คะแนนเต็มเท่าไรเราให้เกินคะแนนไปเลย อยากให้เพื่อนๆ ได้ลองชิมจะได้รู้ว่าความฟินนั้นเป็นยังไง 7.เยลลี่ถั่วแดงหรือ Yanggaeng รสชาติหวานๆ มันๆ รสชาติถั่วแดงกวน แถมไม่เลอะมือด้วยเพราะเจ้าตัวนี้มาในรูปแบบซองถือทานง่ายๆ สาวๆ คนไหนไดเอทแต่อยากทานขนมที่ให้พลังงานน้อย และไม่อ้วน แนะนำเป็นเจ้าตัวนี้เลย อ๊ะๆ แต่อย่าอร่อยกินเพลินจนลืมตัวกันไปล่ะ ไม่งั้นจะหาว่าไม่เตือนน้า 8.Pumpkin Monaka บิสกิตรสฟักทอง หลายคนได้ยินชื่ออาจจะรู้สึกแปลกๆ ฟักทองมาทำเป็นขนมมันจะไปอร่อยได้ยังไงกัน อะต้องลองบอกเลยว่าลืมไปเลยว่ามันคือผัก แนะนำให้ทานคู่กับกาแฟ หรือชา รับรองว่าเข้ากันได้ดีมากด้วยตัวแป้งด้านนอกที่ทำจากข้าว สอดไส้ด้วยแยมกวนที่ทำจากผงฟักทอง กลายเป็น Pumpkin Monaka บิสกิตกรอบรสฟักทอง cr.yelp.com 9.Honey butter chip ถ้าเบื่อกับขนมมันฝรั่งทอดกรอบรสเค็มๆ แนะนำเจ้าตัวนี้เลยด้วยรสหวานจากน้ำผึ้งและเนยที่ผสมผสานเข้ากับมันฝรั่งแผ่นบางกรอบ รับรองว่าถูกใจสายหวานหลายๆ คนแน่นอน เตือนก่อนว่าอย่าเอามากินตอนดูทีวีล่ะไม่งั้นอาจจะหมดไม่รู้ตัวก็ได้นะ 10.มันหนึบเกาหลี หลายๆ คนน่จะรู้จักเจ้ามันหวานกันดีอยู่แล้ว แต่เกาหลีเขาเก๋กว่านั้นเพราะเขาทำมันหวานมันหนึบ ที่แกะซองก็ทานได้เลย เอาไว้กินตอนลดน้ำหนักก็ดีเพราะมีแคลอรี่ต่ำทำให้เป็นที่ชื่นชอบของสาวๆ เกาหลี เพราะนอกจากจะอร่อยแล้วยังเต็มไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย อร่อยแถมมีประโยชน์ใครกันล่ะอดใจไหว
จัดเต็ม! 10 ของกิน Ningxia Night Market ตลาดไทเปสุดฮิต สายกินต้องไป!
พากิน
ไต้หวัน
จัดเต็ม! 10 ของกิน Ningxia Night Market ตลาดไทเปสุดฮิต สายกินต้องไป!
ไต้หวัน - ช่วงนี้กระแสไปเที่ยวไทเปเขามาแรงจริงๆค่ะ เพราะเปิดเช็คเฟสบุ๊กทีไร ก็จะต้องเห็นคนลงรูปไปเที่ยวไทเปกันอย่างคึกคัก ซึ่งตัวพวกเราเองก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ ว่าแต่ไปเที่ยวไทเป เรื่องที่จริงจังไม่แพ้เรื่องเที่ยวก็ต้องเป็นเรื่อง “ของกิน” นั่นเอง ซึ่งครั้งนี้พวกเรา แก๊งค์เพื่อนสายกิน ไปเที่ยวไทเปพร้อมเป้าหมายว่าจะกินทุกอย่างที่อยากกิน กับการบุกตลาดกลางคืนชื่อดังของไทเป อย่าง “ ตลาดหนิงเซี่ย ” (Ningxia Night Market) ตลาดที่ได้ชื่อว่าเป็น “ พิกัดห้ามพลาดของสายกิน ” แค่พูดก็หิวแล้ว เราไปลุยกันเลยดีกว่าค่ะ จองทัวร์ไต้หวัน กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) 10 ของกินตลาดไทเป 1.เนื้อวัวลูกเต๋าย่าง เดินเข้ามาถึงปุ๊ป ก็จะได้เห็นร้านนี้อยู่ทางซ้ายมือเลยค่ะ จะเป็นร้านที่มีคนต่อแถวรอซื้อกันอยู่ โดยเนื้อย่างของที่นี่จะหั่นเป็นลูกเต๋าสี่เหลี่ยม ย่างบนเตา พร้อมด้วยการพ่นไฟเพื่อให้เนื้อสุกทั่วๆกัน ด้วยสายเลือดคนรักเนื้อมันพุ่งพ่าน ก็ยืนต่อแบบไม่ต้องคิดเลยจ้า ยืนรอมองพ่อค้าถือที่พ่นไฟย่างเนื้อเพลินๆ แปปเดียวก็ได้กินแล้ว ซึ่งเราสามารถเลือกผงปรุงรสได้ ก็จะมีผงพริก รสชาติต่างๆ แต่ที่เราเลือกมาคือ เกลือสีชมพู เพราะป้ายที่ร้านบอกว่าอันนี้ Number 1 รสชาติ : แค่คำแรกก็ร้องอื้อหือแล้วจ้า อะไรจะอร่อยขนาดนี้อ่ะแม่! เนื้อไม่มีกลิ่นคาวเลยค่ะ แถมสุกกำลังดี มีความชุ่มฉ่ำ ปรุงรสด้วยเกลือที่ช่วยชูรสชาติเนื้อให้กลมกล่อมมากขึ้น อร่อยชนิดที่ว่าเพื่อนไม่กินเนื้อยังต้องกิน อร่อยสมคำล่ำลือจริงๆค่ะร้านนี้ ยกนิ้วให้เลย ราคา : 100 NTD (ประมาณ 100 บาท) คะแนน : 10/10 ถ้ามีถึงร้อยก็จะให้อ่ะ 2.น้ำไข่กบ เดิน เข้ามาด้านในอีกนิด ก็ได้เจอกับร้านน้ำไข่กบ ชื่อดังของไต้หวันค่ะ ที่ใครต่อใครก็บอกว่าต้องกิน แน่นอนว่าเราก็ไม่รอช้า วิ่งเข้าไปซื้อด้วยเอเนอร์จี้ของคนหิว 2019 ซึ่งถึงแม้ชื่อของเครื่องดื่มนี้จะดูน่ากลัวไปสักหน่อย แต่จริงๆแล้วไม่ได้มีส่วนผสมอะไรที่ทำมาจากกบนะคะ เป็นน้ำมะนาวที่ใส่วุ้นใสด้านล่าง โดยที่ร้านจะมีโชว์ธัญพืชของไต้หวันที่เอามาทำวุ้นด้วย แต่เราอ่านไม่ออกว่ามันคืออะไร ส่วนที่เรียกว่าไข่กบก็น่าจะมาจาก สัญลักษณ์ของร้านด้วยที่เป็นกบ กับลักษณะของวุ้นที่ใสๆ เหมือนไข่กบนั่นเองค่ะ รสชาติ : เป็นรสชาติแห่งความสดชื่นค่ะ เพราะพอดูดขึ้นไปก็สดใสแบบสุดๆ กับความเปรี้ยวหวานลงตัวของน้ำมะนาว ตามด้วยวุ้นเหนียวหนึบให้เคี้ยวเล่น ซึ่งเข้ากันได้ดีกับรสชาติน้ำมะนาวสุดๆ ราคา : 45 NTD (ประมาณ 45 บาท) คะแนน : 10/10 3. เกี๊ยวกุ้งน้ำใส มากินกันต่อค่ะ กับร้านต่อไปเป็นเมนูซุปกันบ้าง เพราะเหลือบไปเห็นว่าคนไต้หวันกินกันเยอะดี แถมเครื่องก็เริ่มติดแล้ว เมนูนี้เป็นซุปใสที่ใส่คล้ายๆลูกชิ้นกุ้งที่ถูกปั้นเป็นรูปกุ้ง โปะหน้าด้วยไข่ดาวน้ำ ลักษณะคล้ายๆเกี๊ยวกุ้งบ้านเราเลยค่ะ พร้อมกลิ่นหอมของน้ำซุปที่หอมจนต้องหันมามองหน้ากัน พร้อมกับเดินไปสั่งที่ร้านกันแบบไม่มีใครห้ามใครเลยค่ะ รสชาติ : เป็นน้ำซุปใสที่ดูเหมือนจะจืดไม่มีรสชาติแต่กลับเข้มข้นลงตัวสุดๆ ด้วยกลิ่นของเครื่องเทศแทรกด้วยกลิ่นปลาแห้งเล็กๆ ซดน้ำซุปกันจนคล่องคอก็เริ่มชิมลูกชิ้นกุ้งกันบ้าง บอกได้เลยว่างานดีมากจ้า เป็นลูกชิ้นกุ้งที่เชื่อว่าทำมาจากกุ้งจริงๆ ไม่ใช่แค่เพียงสีส้มเท่านั้น แต่ยังมีเนื้อกุ้งเต็มๆคำ แซมด้วยไข่ดาวน้ำที่ทอดในน้ำซุป ทำให้มีรสชาติของน้ำซุปผสมอยู่ด้วย เข้ากันสุดๆไปเลย ราคา : 60 NTD (ประมาณ 60 บาท) คะแนน : 9/10 4.นมมะละกอ ของคาวไปแล้วก็คั่นด้วยเครื่องดื่มยอดฮิตของไต้หวันกันบ้าง ? ว่ากันว่าเป็นเมนูที่หากินที่ไหนไม่ได้นอกจากไต้หวันค่ะ ซึ่งเรากับเพื่อนก็ยืนลังเลกันอยู่นานว่าจะกินดีไหม ? แต่เพื่อไม่ให้เสียศักดิ์ศรีคนหิว 2019 ก็เลยต้องจัดสักหน่อย บวกกับพ่อค้าน่ารักด้วย ก็เลยสั่งแบบไม่ลังเลจ้า พ่อค้าก็จัดการนำมะละกอไปปั่นกับนม พร้อมใส้น้ำแข็งเล็กน้อยกลบความฮอตของพ่อค้าสักหน่อย แค่ยืนดูก็อิ่มแล้วค่ะ รสชาติ : เป็นรสชาติที่เราไม่เคยได้กิน มันแปลก แต่อร่อยดี กับความหอมของมะละกอที่ถูกปั่นกับนม จนนมเกิดการแตกตัวทำให้มีความมันยิ่งขึ้น รสชาติก็เลยหวาน หอมมะละกอ และมันกำลังดี ถ้าใครชอบมะละกอต้องชอบแน่ๆค่ะ แต่พอดูดไปได้สักพัก ก็รู้สึกเลี่ยนเล็กๆ แต่ถือว่าคุ้มค่ากับการลองจ้า ราคา : แก้วเล็ก 60 NTD (ประมาณ 60 บาท) คะแนน : 7/10 5.ไก่ทอดไซส์ยักษ์ FUN SUN G มาถึงแดนต้นกำเนิดไก่ทอดชิ้นยักษ์ ก็ต้องขอลองสักหน่อย ซึ่งเราขอลองชิมร้านอื่นที่ไม่ใช่ HOT STAR กันบ้างค่ะ เห็นว่าคนซื้อเยอะ แถมมีทีวีโชว์ว่าเคยไปออกรายการมา พร้อมด้วยลายเซ็นบนป้ายร้าน สมาชิกหนึ่งในแก๊งค์เราได้เอ่ยวาจาว่าจะมากินไก่ทอดชิ้นยักษ์ไต้หวันให้ได้ ก็เลยพุ่งตัวใส่ร้านแบบไม่คิดไปเลยค่ะ รสชาติ : กัดไปคำแรกก็ต้องร้อง เพราะว่าร้อนค่ะ พ่อค้าเพิ่งทอดมาให้เลย เนื้ออกไก่ชิ้นยักษ์ที่ถูกชุบแป้งทอดจนกรอบ แต่ยังคงความชุ่มฉ่ำของอกไก่ไว้ได้เป็นอย่างดี โรยด้วยผงพริกเพิ่มความเผ็ด ซึ่งจริงๆแล้วมีให้เลือกหลายรสชาติ แต่เพื่อให้เข้ากับความฮอตของแก๊งค์เราก็เลยเลือกรสเผ็ดมา ผลก็คือเผ็ดมากจ้าแม่ มันคือรสพริกป่นดีๆนี่เอง แต่ก็เข้ากันได้ดีกับอกไก่ใช้ได้เลยค่ะ ราคา : 75 NTD (ประมาณ 75บาท) คะแนน : 7/10 6.ข้าวหน้าหมู 3 ชั้นพะโล้ พอกระเพาะของคาวเริ่มติด เราก็ต่อกันด้วยเมนูข้าวหน้าหมูพะโล้ ที่เกิดจากความอยากกินพะโล้ของคนในแก๊งค์ ก็จัดการนั่งโต๊ะ สั่งกันโดยพร้อมเพียง ซึ่งร้านก็จะเป็นร้านรถเข็นแบบบ้านเราเลยค่ะ พร้อมหลากหลายเมนูที่ทำให้เราเห็นกันตรงหน้าเลย ชนิดที่ว่านั่งรอข้าวหน้าหมูพะโล้ไป ตอนเสิร์ฟนี่เราเห็นความดึ๋งของชั้นไขมันหมูเลย มันช่างเย้ายวนจริงๆค่ะ รสชาติ : เข้าสู่ตอนชิม มาเริ่มกันที่ข้าวก่อน ข้าวของที่นี่จะเหมือนข้าวของญี่ปุ่นคือเป็นเม็ดสั้นๆ ป้อมๆ เหนียวหนึบเข้ากันได้ดีกับน้ำพะโล้ ส่วนขาหมู 3 ชั้นนั้นจะมีไม้เสียบมาตรงกลางเพื่อไม่ให้หมู 3 ชั้นของเราหลุดจากกันในแต่ละชั้น เรื่องความเข้มของเครื่องพะโล้ ครบเครื่องเลยค่ะ ตุ๋นจนเข้าเนื้อ กัดไปคำแรกฟินแล้ว ซึ่งรสชาติอาจจะอ่อนกว่าพะโล้บ้านเรานิดหน่อย แต่ความหอมของเครื่องเทศนี่ยืนหนึ่งเลยค่ะ ราคา : 50 NTD (ประมาณ 50 บาท) คะแนน : 8/10 7.บัวลอยยักษ์ มาไต้หวันนอกจากต้องได้กินชาไข่มุกแล้ว ก็ต้องบัวลอยนี่แหละค่ะ ซึ่งร้านนี้เป็นร้านขึ้นชื่อของตลาดหนิงเซี่ยเลย เราตามรีวิวมา โชคดีที่วันนี้คนไม่เยอะค่ะ ต่อไม่นานก็ได้กิน ระหว่างที่ยืนรอเราก็ได้เห็นขนาดของบัวลอยที่นี่ คือใหญ่มาก กับลอยตุ๊บป่องรอเรากินอยู่ในหม้อจ้า โดยเราสั่งเป็นบัวลอยแบบดั้งเดิม คือไม่มีไส้ แต่คลุกกับงาดำและถั่วแทน เพราะเห็นว่าป้ายหน้าร้านเขาติดดาวให้อันนี้ จะว่าไปก็คล้ายๆกับโมจิของญี่ปุ่นเลยค่ะ รสชาติ : ก่อนทานแนะนำให้คลุกกับผงถั่วและงาก่อน เพื่อเพิ่มรสชาติค่ะ ซึ่งความเด็ดของมันอยู่ที่แป้งอันแสนจะเหนียวนุ่ม แบบกินเพลินมากๆค่ะ เข้ากันได้ดีกับถั่วและงาดำที่ช่วยเพิ่มความหอม บวกกับความหวานเล็กๆ จากน้ำตาล เป็นขนมที่กินเพลินๆหลังของคาวได้เลย ยิ่งถ้าทานในช่วงอากาศเย็นๆ ก็จะยิ่งอร่อยขึ้นกว่าเดิมอีกค่ะ ราคา : 45 NTD (ประมาณ 45 บาท) คะแนน : 9/10 8.ไก่ทรงเครื่อง บอกแล้วว่าที่นี่คือสวรรค์ของสายกินค่ะ เพราะมีแต่ของกินสตรีทฟู๊ดขึ้นชื่อของไต้หวันล้วนๆค่ะ ซึ่งไก่ทรงเครื่องก็อยู่ในนั้นด้วย เราเลยต้องขอลองชิมเมนูนี้กันสักหน่อย โดยเป็นการเอาเนื้อไก่ไปหมักแล้วพันด้วนหนังไก่ จากนั้นก็นำไปอบเอาความมันออก แล้วก็มาย่างอีกครั้งเพื่อให้หนังกรอบค่ะ รสชาติ : เป็นความแปลกใหม่ที่ไม่เคยกินมาก่อน แค่คำแรกก็สัมผัสได้ถึงความกรอบของหนังไก่ที่ถูกอบ และย่างมาจนกรอบ ส่วนด้านในก็คือเนื้อไก่ที่ถูกหมักด้วยเครื่องเทศจนได้รสชาติ ย่างได้สุกกำลังดีเพราะยังมีความฉ่ำจากเนื้อไก่ เป็นอีกเมนูที่ต้องชิมเมื่อมาเที่ยวไต้หวันจริงค่ะ ราคา : 45 NTD (ประมาณ 45 บาท) คะแนน : 8/10 9.มันหวานทอด กินของหนักๆกันไปหลายอย่างแล้ว แวะมาพักด้วยของกินเล่นกันต่อ ซึ่งร้านนี้เราเห็นคนต่อแถวเยอะดี เลยคิดว่าน่าจะเป็นร้านเด็ดของหนิงเซี่ย เป็นร้านมันหวานทอดที่ป้ายเขาบอกว่าอันดับ 1 ในไต้หวัน ก็เลยยิ่งอยากลองว่าจะอร่อยขนาดไหน ซึ่งจริงๆแล้วลักษณะเหมือนขนมไข่เต่าบ้านเรามากๆเลยค่ะ แค่ยืนรอก็ได้กลิ่นหอมของมันหวานลอยมาแล้ว รสชาติ : กัดคำแรกก็คือกรอบมากจ้า กรอบแบบได้ยินเสียงกร๊อบๆเลย ถึงแม้ว่าหน้าตาจะคล้ายๆไข่เต่าบ้านเรา แต่ของที่นี่แป้งจะมีความบางและกรอบมากกว่าค่ะ ทำให้กินเพลินมากๆเลย บวกกับความหอมจากมันหวานเล็กๆ เลยทำให้มันหวานทอดของที่นี่ยิ่งเคี้ยวเพลินเข้าไปใหญ่ ใครที่อยากหาขนมกรุบกรอบปิดท้ายมื้ออาหาร หรือจะซื้อทานเล่นก็แนะนำเลยค่ะ ราคา : 50 NTD (ประมาณ 50 บาท) คะแนน : 8/10 10.ชานมไข่มุก 50 Lan ที่ตลาดหนิงเซี่ยก็มีร้านชานมไข่มุกชื่อดังของไต้หวันอยู่ด้วยนะคะ เมื่อเราได้เห็นป้ายเหลืองกับตัวเลข 50 ก็ไม่รอช้ารีบวิ่งเข้าซื้อกันอย่างด่วนๆ โดยเราสามารถเลือกระดับความหวาน ระดับน้ำแข็งได้เลยค่ะ ดีงามจริงๆ แถมราคาถูกมากเว่อร์ แค่ 40 NTD หรือประมาณ 40 บาทเอ๊งงง แน่นอนว่าเราไม่รอช้า รีบสั่งเมนูชานมไข่มุกสุดฮิตอย่างไวจ้า รสชาติ : สมกับการเป็นชานมยอดฮิตของไต้หวันจริงๆค่ะ เพราะชาเข้มข้นมาก แถมยังนมของที่นี่ยังมีความมันในตัวสูง เลยยิ่งทำให้ชานมเข้มข้น หอม มัน ลงตัวสุด ซึ่งพวกเราเลือกความหวานอยู่ที่ 50% ถือว่าหวานกำลังดีเลย ส่วนไข่มุกก็ต้มได้กำลังดี นุ่มเหนียว เคี้ยวหนึบหนับ แต่อาจจะไม่อร่อยเท่าไข่มุกแบบ Brown Sugar แต่ก็จัดว่าเด็ดอยู่ค่ะ ราคา : 40 NTD (ประมาณ 40 บาท) คะแนน : 9/10 การเดินทางไปตลาดหนิงเซี่ย : ลงที่สถานี MRT Shuanglian (R12) สายสีแดง ออกที่ทางออก 1 จากนั้นก็เปิด Google Map เดินไม่เกิน 5 นาทีก็ถึงแล้วจ้า ขอย้ำอีกครั้งว่าตลาดหนิงเซี่ย เป็นอีกตลาดไทเป ที่สายกินไม่ควรพลาดจริงๆค่ะ พวกเราลงมติกันเลยว่า ของกินตลาดหนิงเซี่ยคือเดอะเบส ส่วนใครที่ไปตามรอยความอร่อยของพวกเราแล้ว ก็อย่าลืมมาแชร์กันบ้างนะคะว่าดีงามขนาดไหน ? แล้วเจอกันใหม่ในรีวิวหน้า จะเป็นเรื่องราวของอะไร ต้องติดตามค่ะ เคล็ดลับเที่ยวไต้หวัน ให้สนุกสุดชิลล์ แบบไม่ต้องวางแผนเที่ยวให้วุ่นวาย ก็ซื้อทัวร์ไต้หวัน กับ ทัวร์ครับ ได้เลยมีแพ็กเก็จให้เลือกมากมาย จองทัวร์ครบจบที่ ทัวร์ครับ(Tourkrub) เรื่องและภาพ : วันๆคิดแต่จะเที่ยวTaiwan Trip 2019
เที่ยวไต้หวัน รวม 10 ของกินสตรีทฟู้ด ตลาดกลางคืนในไทเป
พากิน
ไต้หวัน
เที่ยวไต้หวัน รวม 10 ของกินสตรีทฟู้ด ตลาดกลางคืนในไทเป
เพราะไทเปมีตลาดกลางคืนอยู่มากพอสมควร และมีชื่อเสียงพอตัวเลยทีเดียว เรียกได้ว่าไทเปมีของกินสตรีทฟู้ดไว้ให้ลิ้มลองกันเกือบตลอดทั้งคืนก็ว่าได้ ว่าแล้วเตรียมเที่ยวไทเปมีของกินอะไรที่ไหนเด็ด ๆ กันบ้างไปดูกันเลยกับ “เที่ยวไต้หวัน รวม 10 ของกินสตรีทฟู้ด ตลาดกลางคืนในไทเป” เล็งกันเอาไว้ให้ดี แล้วเตรียมล็อคเป้าออกไปอิ่มให้พุงกางที่ไทเปกันเลย เที่ยวไต้หวันแบบสะดวก ๆ ราคาถูก และยังมี ทัวร์ไต้หวัน หลากหลายรูปแบบตามสไตล์การเที่ยวที่เป็นตัวเรา ก็ต้องเลือกทัวร์ครับเว็ปไซต์ที่รวบรวมทัวร์ที่ดี่ที่สุดเอาไว้ให้คุณ เพียงเท่านี้ก็สามารถเที่ยวไต้หวันได้อย่างที่ใจอยาก จะช้อป ชิม ชิลล์ ก็ได้ตามสไตล์ที่ใช่กันไปเลย จองทัวร์ไต้หวัน กับ ทัวร์ครับ คลิกที่นี่ 1.บะหมี่อาจง (Ay-Chung Flour Rice Noodle) บะหมี่อาจง (Ay-Chung Flour Rice Noodle) ร้านก๋วยเตี๋ยวสไตล์ไต้หวันแท้ ๆ ที่ถูกจัดให้เป็นอาหารที่อร่อยที่สุดของไต้หวัน จึงไม่แปลกใจที่จะเห็นทั้งคนมุง ทั้งคิวยาวเหยียดแน่นเอี้ยดหน้าร้านเกือบตลอดเวลา ร้านบะหมี่อาจงตั้งอยู่ในย่าน ซีเหมินติง (Ximending) ย่านชอปปิ้งสุดฮอตของวัยรุ่น ร้านโด่งดังด้วยเมนูเพียงเมนูเดียวแต่รสชาติอร่อยล้ำ กับบะหมี่เส้นเล็กนุ่ม มาพร้อมน้ำซุปหอยเชลล์เหนียวข้นหอมหวาน ลักษณะหน้าตาเมนูคล้าย ๆ กับกระเพราปลาบ้านเรานี่เอง แต่ต้องลองเพราะรสชาติอร่อยมากจนยากจะอธิบาย พิกัด : Ay-Chung Flour Rice Noodle 2.เต้าหู้เหม็น (Stinky Tofu) เต้าหู้เหม็น (Stinky Tofu) อาหารประจำชาติไต้หวันที่ถ้ามาแล้วไม่ได้ลิ้มลองต้องบอกว่าเหมือนมาไม่ถึงเลยทีเดียว สำหรับร้านดังของไทเปเรื่องเมนูเต้าหู้เหม็น ก็ต้องร้าน Jin Da Ding ในย่าน Shenkeng Old Street เมืองเสินเคิง (Shenkeng) ย่านถนนสายอาหารที่เก่าแก่ที่สุด กับเต้าหู้เหม็นเสียบไม้ย่างเตาถ่าน ราดน้ำจิ้มเผ็ดรสเด็ด ที่เปิดขายมาอย่างยาวนานกว่า 50 ปีแล้ว โดยที่ร้านนี้มีทีเด็ดอยู่ที่น้ำจิ้มที่ราดมาบนเต้าหู้ที่เป็นเอกลักษณะเฉพาะตัวไม่เหมือนเจ้าอื่น ส่วนกลิ่นและรสชาตินั้นต้องบอกว่าไม่เหม็นเหมือนชื่อเลย ถ้าใครไม่เชื่อก็ต้องไปลองลิ้มชิมรสชาติจริง ๆ กันดู พิกัด : Shenkeng Old Street 3.เนื้อพ่นไฟ (Flame-grilled beef cubes) เนื้อพ่นไฟ (Flame-grilled beef cubes) อาหารแนวสตรีทฟู้ดสุดฮิป หน้าตาชิค ๆ โดยใจคนรุ่นใหม่ เมนูเด็ดขึ้นชื่ออีกหนึ่งอย่างของตลาดกลางคืนซื่อหลิน (Shilin Night Market) กับเนื้อติดมันหั่นเต๋าพอดีคำ ปรุงรสเล็กน้อยด้วย เกลือทะเล สาหร่าย และพริกไทย นำมาย่างไฟร้อน ๆ กันสด ๆ ให้ได้ระดับความสุกพอดิบพอดี อันเป็นเมนูที่ดูง่าย ๆ แต่ด้วยเนื้อคุณภาพดี และกรรมวิธีการพ่นไฟที่ใส่ใจพิถีพิถัน ทำให้ได้อาหารสตรีทฟู้ดรสชาติดีเยี่ยม คุณภาพล้นคำ ที่สายเนื้อไม่ควรพลาด 4.เห็ดย่าง (Grilled King Mushrooms) อีกหนึ่งเมนูย่างทีเด็ดของไต้หวันที่ตลาดกลางคืนซื่อหลิน (Shilin Night Market) กับเมนูเห็ดย่าง (Grilled King Mushrooms) ที่ดูเหมือนจะเป็นอาหารประจำของย่านสตรีทฟู้ดไต้หวันไปแล้ว เห็ดซึ่งนิยมนำมาทำอาหารหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะวิธีการง่าย ๆ แต่ได้รสชาติของเห็ดเต็ม ๆ อย่างการย่างร้อน ๆ ราดซอสสูตรเฉพาะของทางร้าน เพียงเท่านี้ก็ได้เห็ดฉ่ำ ๆ เด้ง ๆ หอมผิวเกรียมเล็กน้อยจากการย่าง และรสชาติซอสหวาน ๆ เค็ม ๆ กลมกล่อมละมุนลิ้นดีทีเดียว 5.ลูกชิ้นหม่าล่า (FishBall in Mala Soup) ยังคงอยู่กันต่อที่ตลาดกลางคืนซื่อหลิน (Shilin Night Market) กับสตรีทฟู้ดอันเป็นไฮไลท์ของไต้หวัน อย่างลูกชิ้นหม่าล่า (FishBall in Mala Soup) ลูกชิ้นปลานิ่ม ๆ เด้ง ๆ ที่ต้มในน้ำซุปหมาล่าสูตรพิเศษ ให้รสชาติเผ็ดซ่าท้าทายความเด้งนุ่นของลูกชิ้นปลา ที่ได้รสสัมผัสแปลกใหม่และแตกต่างไปอีกแบบ คล้ายนำน้ำซุปหมาล่าร้อน ๆ แบบ Hotpot และหมาล่าแบบบาร์บีคิวมารวมกันไว้ในเมนูเดียว ให้สมกับเป็นอาหารแนวสตรีทฟู้ด สะดวก ง่าย รวดเร็ว และยังรสชาติดี แบบที่กินเมนูเดียวได้ 2 สไตล์เลย 6.ซาลาเปาอบโอ่ง (Baked black pepper buns) และแล้วก็มาถึงเมนูเด็ดร้านดังร้านสุดท้ายของตลาดกลางคืนซื่อหลิน (Shilin Night Market) กับซาลาเปาอบโอ่ง (Baked black pepper buns) เจ้าดังร้าน Hu Jiao Bing ที่อบซาลาเปากันให้ดูแบบสด ๆ กลางตลาดเลย ทำให้ได้ซาลาเปาอบที่มีผิวด้านนอกกรอบ ๆ ด้านในเนื้อแป้งนุ่ม ๆ เสิร์ฟร้อน ๆ มาพร้อมไส้หมูแน่น ๆ รสชาติเข้มข้นฉบับไต้หวัน แบบไส้แทบล้นทะลักออกมาในทุกคำที่กัด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเมนูเด็ดห้ามพลาดในตลาดกลางคืนซื่อหลิน (Shilin Night Market) แล้วถ้าใครที่ตั้งใจจะแวะร้านดังของตลาดนี้ให้ครบทุกร้าน ขอบอกว่าให้เผื่อเวลาเข้าคิวเอาไว้เยอะ ๆ หน่อยนะ เพราะแต่ละร้านคิวยาวสูสีกันเลยนะ ก็ทำไงได้อย่างกินของอร่อยก็ต้องคอยจริงมั้ย 7.ไส้กรอกไต้หวันและข้าวเหนียวปิ้ง (Taiwanese Suasage and Sticky Rice) ย้ายมาที่ตลาดกลางคืนฝงเจี่ยไนท์มาร์เก็ต (Feng Jia Night Market) กันบ้าง กับเมนูทานเล่นรองท้องสไตล์ไต้หวันอย่าง ไส้กรอกไต้หวันและข้าวเหนียวปิ้ง (Taiwanese Suasage and Sticky Rice) เมนูหน้าตาคลับคล้ายคลับคลาแต่ดูแปลก แม้ว่าดูเผิน ๆ จะเหมือนกับฮอทดอก แต่ด้านนอกนั้นเป็นข้าวเหนี่ยวปิ้งทรงไส้กรอก ที่ห่อไส้กรอกไต้หวันสีแดงสดไว้อีกที มาพร้อมกับผักกาดหอม และกระเทียมด้านใน โดยมีให้เลือก 2 รสชาติ คือรสดั้งเดิม และรสพริกไทยดำ ที่พิจารณาแล้วรสชาติไม่น่าจะเข้ากัน แต่พอลองทานแล้วก็อร่อยเข้ากันอย่างลงตัวจนแทบไม่น่าเชื่ออยู่เหมือนกัน พิกัด : Feng Jia Night Market 8.เผือกทอดไส้หมูหยองไข่เค็ม (Fried taro balls) ร้านเผือกทอดไส้หมูหยองไข่เค็มเจ้าดังร้าน Liu Yu Zi ระดับติดหนึ่งใน Street Food ที่ได้รางวัลบิบ กูร์มองด์ (Bib Gourmands) ของ Taipei Michelin Guide เป็นร้านขายเผือกทอดหมายเลข 091 ในตลาดกลางคืนหนิงเซี่ย (Ningxia Night Market) ร้านเล็ก ๆ ซึ่งเปิดขายมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปีแล้ว ที่นอกจากจะมีรางวัลระดับโลกเป็นเครื่องการันตีความอร่อย ต้องบอกว่าคิวที่ยาวเหยียดทุกวันของร้านก็รับประกันคุณภาพและรสชาติได้ไม่แพ้กัน พิกัด : Ningxia Night Market 9.บัวลอยเผือกไต้หวัน (Taro Balls) มาที่ของหวานฉบับไต้หวันโบราณกันบ้าง กับบัวลอยเผือกไต้หวัน ร้านคุณยายไหล (Grandma Lai’s Taro Balls หรือ Lai Ah Po Yu Yuan) ร้านบัวลอยเผือกทำมือร้านดังบนถนนคนเดินจิ่วเฟิ่น กับแป้งบัวลอยเหนียวนุ่มหนึบหนับสูตรเฉพาะของทางร้าน ที่ต้มกันสด ๆ พร้อมเสิร์ฟถ้วยต่อถ้วยมีรสชาติออกหวานเล็กน้อย มีให้เลือกลิ้มลองความอร่อยได้หลากหลายรสชาติ ทั้งเผือก ชาเขียว งา และรสต้นตำรับ โดยจะทานแบบร้อนคู่กับน้ำขิง หรือแบบเย็นใส่น้ำแข็งราดน้ำเชื่อมก็ได้ ดีงามไม่แพ้กัน พิกัด : Lai Ah Po Yu Yuan, Jishan Old Street 10.ไอศกรีมถั่ว (Peanut ice-cream Roll) ปิดท้ายกันด้วยร้านขนมคิวยาวเหยียดของเมืองจิ่วเฟิน (Jiufen) กันเป็นแห่งสุดท้าย กับร้าน A Zhu Peanut Ice Cream Roll ร้านไอศกรีมถั่วตัดใส่ผักชี (Peanut ice-cream Roll) ชื่อดังของไทเป ไอศกรีมรูปร่างหน้าตาแปลกไม่เหมือนใครอันเป็นเอกลักษณ์ของไต้หวัน ด้วยการห่อด้วยแป้งโรตี ด้านในประกอบด้วยถั่วตัดขูด ไอศกรีม และโรยผักชี ที่ถูกม้วนรวมกัน ให้รสชาติหวาน ๆ มัน ๆ หอมกลิ่นถั่วตัดเล็กน้อย แต่อร่อยแปลกแหวกแนว พิกัด : A Zhu Peanut Ice Cream Roll, Jiufen Old Street ครบแล้วกับ “เที่ยวไต้หวัน รวม 10 ของกินสตรีทฟู้ด ตลาดกลางคืนในไทเป” แต่สำหรับคราวนี้เราขอข้ามผ่านร้านชานมไข่มุกของไต้หวันทั้งหลายไป เพราะร้านชานมไข่มุกไต้หวันเจ้าดังหลายร้านมาเปิดสาขาที่เมืองไทยกันแล้ว อีกทั้งร้านชานมไข่มุกในไทเปก็มีหลากหลายร้านกระจายตัวอยู่ทั่วเมือง หาทานกันได้ไม่ยากนัก รอบนี้เลยขอเน้นของกินแนวสตรีทฟู้ดที่แท้ทรูเอาใจสายกินให้ตามไปกินที่ไทเปจนอิ่มฟินกันไปเลย
แจกแพลนเที่ยวไต้หวัน 4 วัน 3 คืน กินเที่ยวแบบจุกๆ
พากิน
ไต้หวัน
แจกแพลนเที่ยวไต้หวัน 4 วัน 3 คืน กินเที่ยวแบบจุกๆ
หลังจากที่ได้ยินมาเยอะแล้วว่าการไปเที่ยว “ไต้หวัน” เป็นการท่องเที่ยวที่คุณสามารถเก็บได้ครบทุกรสชาติในหลากหลายสไตล์ ไม่ว่าจะเป็น การไปตะลุยกินที่ไต้หวันเช็คอินตามสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิต หรือนั่งจิบกาแฟชิลๆ กันตามคาเฟ่สุดเก๋ ที่สามารถทำได้ง่ายๆ ในราคาสบายกระเป๋าเท่านั้น แถมการเดินทางในไต้หวันยังสะดวกสบายไม่แพ้กับญี่ปุ่นอีกด้วย แน่นอนว่าได้ยินแบบนี้เราก็ไม่พลาดที่จะแพ็คกระเป๋าแล้วออกเดินทางไปตะลุยกันที่ไต้หวันเป็นเวลา 4 วัน 3 คืน กันอย่างจัดหนักจัดเต็ม ซึ่งหากใครอยากรู้ว่าเราจัดเต็มกันขนาดไหน ก็ตามเราไปดูได้เลย เคล็ดลับเที่ยวไต้หวันสบายชิลล์ๆ คือการเที่ยวกับทัวร์ ซึ่งถ้าใครสนใจซื้อทัวร์ไต้หวัน สามารเข้าไปเลือกดูข้อมูลและจองทัวร์เที่ยวไต้หวัน กับ ทัวร์ครับ ได้เลย เว็บไซต์ที่รวบรวมทัวร์ต่างประเทศไว้ให้เลือกเที่ยวมากมาย จองทัวร์ไต้หวัน กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) Day 1: Taiwan Taoyuan International Airport >> Check-in M Hotel >> Chaing Kai Shek Memorial Hall>> Longshan Temple >> Bopiliao Historical Block มาเริ่มกันที่การออกเดินทางจากสนามบินเถาหยวนเพื่อมุ่งหน้าไปเช็คอินเก็บกระเป๋าและสัมภาระต่างๆ กันที่โรงแรม Taipei M Hotel ที่ตั้งอยู่ใกล้กับสถานี Taipei Main Station ใจกลางเมืองไต้หวัน โดยการใช้บริการรถไฟด่วนที่มีชื่อว่า Express Train (ขบวนด่วนพิเศษ – สีม่วง) ในราคาเพียง 160 TWD ที่มาพร้อมกับความสะดวกสบายและความรวดเร็วอย่างทันใจโดยใช้เวลาในการเดินทางเพียง 35-40 นาทีเท่านั้น ก็ถึงตัวเมืองที่เต็มไปด้วยความศิวิไลท์อันน่าค้นหาเป็นอย่างมาก วิธีการเดินทาง : ลงสถานี Taipei Main Station ทางออก East 3 เดินต่ออีกประมาณ 800 เมตร หลังจากเก็บสัมภาระกันที่โรงแรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็ขอแวะทานอาหารกันสักหน่อยเพราะกองทัพก็ต้องเดินด้วยท้อง เราเลยไม่รอช้าและมุ่งหน้าไปลิ้มลองรสชาติความอร่อยกันที่ ร้าน Laohu Jiang หรือที่ใครหลายคนรู้จักกันในนามของ “เกี๊ยวหมูคำโต” ที่ปรุงและห่อกันสดๆ ให้เห็นกันหน้าร้าน ซึ่งหลังจากที่ได้กินคำแรกเข้าไป ก็ต้องขอบอกเลยว่าเนื้อสัมผัสของเกี๊ยวหมูมีความนุ่ม กลมกล่อม และเต็มไปด้วยเนื้อเน้นๆ ทั้งนั้น รับรองว่าหากใครได้ลองแล้วไม่ทำใครผิดหวังอย่างแน่นอน ซึ่งสำหรับในส่วนของเส้นหมี่เกี๊ยวน้ำที่เราได้สั่งมาก็มีรสชาติที่อร่อยไม่แพ้กัน และที่สำคัญยังมีเครื่องเคียงต่างๆ ให้เราได้เลือกชิมกันอย่างหลากหลายอีกด้วย พิกัด: https://goo.gl/maps/AoFHqZ6xjVE2 เปิดให้บริการ: เปิดวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เวลา 9:30 – 23:00 น. เมื่อกินกันจนอิ่มท้องเราก็ขอเดินทางไปปักหมุดกันที่สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตติดอันดับของไต้หวันอย่าง พระราชวัง เจียงไคเช็ค แลนด์มาร์กสำคัญที่ใครก็ต้องเดินทางมาถ่ายรูปกันอย่างรัวๆ โดยสถานที่แห่งนี้เป็นอนุสรณ์และสถานที่จัดแสดงเรื่องราวประวัติศาสตร์ของอดีตประธานาธิบดีเจียงไคเช็ค รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวต่างๆ ได้แก่ รถยนต์ส่วนตัว ฉากจำลองการทำงานของท่าน และการพัฒนาไต้หวันในด้านต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวได้เดินชมกันอย่างเพลิดเพลิน และที่สำคัญไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาดของสถานที่แห่งนี้เลยก็คือ พิธีเปลี่ยนเวรทหาร ที่จะมีให้ชมกันทุกๆ ต้นชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 10:00-16:00 ของทุกวัน วิธีการเดินทาง : ลงสถานี Chiang Kai-Shek Memorial Hall สาย 2 สีแดงและสาย 3 สีเขียว ทางออก Exit 5 หลังจากถ่ายรูปและเดินเล่นกันอย่างพอใจแล้วเราก็เดินทางไปเก็บแต้มบุญกันต่อที่ วัดหลงซาน วัดเก่าแก่ชื่อดังที่ผู้คนต่างเดินทางมาขอพรในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องความรัก ที่เชื่อกันว่าถ้าใครได้มาผูกได้แดงแล้วอธิฐานขอพรก็จะสมหวังในด้านความรักกลับไปอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้คนต่างเลื่อมใสและเดินทางมากราบสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันที่เที่ยวไต้หวันแห่งนี้อย่างไม่ขาดสายตลอดทั้งปีนั่นเอง เมื่อไหว้ขอพรเทพต่างๆ เป็นอันเสร็จสิ้นทางเราก็ขอแวะไปเช็คอินกันต่อที่ Bopiliao Historical Block หรือย่านเมืองเก่าปัวผีเหลียว ซึ่งเป็นจุดถ่ายรูปสุดชิคที่ควรค่าแก่การไปโพสท่าถ่ายรูปกันรัวๆ เนื่องจากบริเวณโดยรอบเป็นถนนสายสั้นๆ ที่เต็มไปด้วยอาคารอิฐแดงอันเก่าแก่คล้ายกับโกดังเก็บของที่สอดแทรกงานศิลปะลงไป ทำให้เกิดเป็นมุมถ่ายรูปสุดฮิปของเหล่าบรรดานักท่องเที่ยวจำนวนมากและกลายเป็นจุดเช็คอินยอดนิยมของไต้หวันที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างมาก หลังจากถ่ายรูปกันอย่างพอใจทางเราก็ขอแวะทานอาหารบริเวณใกล้เคียงกันสักหน่อย โดยร้านที่เราจะแวะฝากท้องกันก็คือ ร้านหมูกรอบเจ้าดัง (紅燒肉) ซึ่งมีทีเด็ดอยู่ที่หมูกรอบที่มีความกรอบนอกนุ่มใน โดยเราสามารถเลือกทานได้ว่าจะเอาแบบติดมันหรือไม่มัน แต่ถ้าจะสั่งแบบหมูกรอบมันน้อยให้บอกพนักงานว่า “โซ่วโย่ว” ถ้าชอบหมูกรอบมันเยอะก็ให้บอกว่า “เฟ่ยโย่ว” เพียงเท่านี้ก็จะได้ทานกันอย่างเอร็ดอร่อยกันเลยทีเดียว นอกจากนี้ทางร้านยังมีเมนูอื่นๆ ให้เลือกทานอย่างหลากหลาย โดยทางเราก็ได้สั่ง ไก่ต้มน้ำปลา ผัดผักน้ำมันหอย และปลาหมึกลวกจิ้มทานคู่กับข้าวต้มร้อนๆ ที่ต้องบอกได้เลยว่าฟินสุดๆ เพราะถึงแม้หน้าตาของอาหารจะดูธรรมดา แต่รสชาติดีไม่แพ้ที่ไหนอย่างแน่นอน Day 2 : ร้านหมี่เนื้อวัวหลิวซานตง >> ฉือเฟิ่น (Shifen Old Street) >> จิ่วเฟิ่น (Jiu Fen Old street) >> เย่หลิว (Yehliu) >> ชาบูหม่าล่า >> ย่าน Ximending เช้าวันที่สองของการเดินทางวันนี้เราจะไปตะลุยกันต่อที่เที่ยวไต้หวันชื่อดังอย่าง ฉือเฟิ่น (Shifen Old Street), จิ่วเฟิ่น (Jiu Fen Old street) และ เย่หลิว (Yehliu) ไฮไลท์สำคัญของไต้หวันที่พลาดไม่ได้ แต่ก่อนออกเดินทางก็ขอแวะทานอาหารเช้ากันที่ ร้านหมี่เนื้อวัวหลิวซานตง กันซะก่อน เพราะได้ยินมาว่าร้านแห่งนี้เป็นที่เลื่องลือในเรื่องของเนื้อตุ๋นและน้ำซุปอันกลมกล่อมสูตรไต้หวันที่หาทานที่ไหนไม่ได้ในเมืองไทย โดยเราก็ได้สั่งหมี่เนื้อตุ๋นที่มีหน้าตาดังรูปมาแบ่งกันทาน 3 คน เนื่องจากชามค่อนข้างใหญ่ ซึ่งเราอยากแนะนำว่าถ้าหากใครมากันสองคนก็ให้สั่งชามเดียวก็พอ หลังจากที่สั่งได้ไม่นานหมี่ชามโตก้ถูกเสิร์ฟมาที่โต๊ะพร้อมกับกลิ่นหอมโชยของเครื่องเทศอบอวลไปทั่วร้าน ซึ่งพอได้ลิ้มลองก็รู้เลยว่าความเปื่อยของเนื้อตุ๋นที่เขาว่าละลายในปากเป็นอย่างไร เพราะจากที่อ่านมาต่อหลายกระทู้เขาว่ากันว่าทางร้านได้นำเนื้อไปตุ๋นกับเครื่องเทศหลายชั่วโมง จนได้เป็นเนื้อตุ๋นสูตรเด็ดพิเศษที่มีรสชาติลงตัวอย่าบอกใคร โดยเราขอรับรองได้เลยว่าหากใครได้ลองทานแล้วจะต้องติดใจและต้องกลับไปซ้ำอย่างแน่นอน วิธีการเดินทาง: นั่ง MRT มาลงที่ Taipei Main Station ทางออก M5 หลังจากอิ่มอร่อยจากการทานอาหารเช้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็เตรียมตัวเดินทางไปต่อกันที่ ฉือเฟิ่น (Shifen Old Street) สถานที่ท่องเที่ยวไต้หวันชื่อดังที่ผู้คนต่างเดินทางมาปล่อยโคมลอยขอพร พร้อมทั้งเก็บบรรยากาศโดยรอบได้อย่างตามอำเภอใจ เมื่อเดินทางถึงฉือเฟิ่นเราก็ได้มุ่งไปที่ร้านขายโคมลอยที่เรียงรายอยู่ทั่วบริเวณสองข้างทาง โดยพนักงานในร้านจะให้เลือกก่อนว่าต้องการขอพรในด้านไหนบ้าง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการเรียน การงาน ความรัก และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งพอเลือกเสร็จพนักงานก็จะให้เราเขียนคำอธิษฐานลงบนโคมจนกว่าจะพอใจ พอเขียนเสร็จก็จะถึงเวลาปล่อยโคม โดยพนักงานที่นี่น่ารักมากเลย สามารถพูดภาษาไทยในการสื่อสารกับเราได้ และช่วยบันทึกภาพและวิดีโอให้เราเก็บไว้เป็นที่ระลึกหลายช็อตกันเลยทีเดียว หลังจากนั้นเราก็เดินทางต่อไปที่ เย่หลิว (Yehliu) เพื่อไปชมหินที่มีรูปร่างแปลกตาคล้ายหัวคน, เห็ด, ขิง หรือแม้กระทั่งรองเท้า โดยก่อนที่เราจะเข้าไปชมหินและเก็บภาพบรรยากาศโดยรอบก็ต้องทำการซื้อตั๋วผ่านทางกันซะก่อน ซึ่งราคาตั๋วอยู่ที่คนละ 80 TWD แต่บอกได้เลยว่าคุ้มค่ามากๆ เนื่องจากเราสามารถถ่ายรูปคู่กับหินเหล่านี้ได้อย่างใกล้ชิด แต่เพื่อเป็นการอนุรักษ์หินเหล่านี้ไว้ก็แนะนำว่าอย่าจับต้องโดนหินจะดีกว่า เพราะอาจเกิดความเสียหายจนทำให้คนรุ่นหลังไม่สามารถเห็นความสวยงามของหินเหล่านี้ได้ วิธีการเดินทาง : ขึ้นรถบัสสาย 1815 ที่ Kuokuang Bus Station ตรง MRT Taipei Main Station (R10,BL2) ทางออก M2 ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.5 ชม. ค่าโดยสาร NT$96 (จ่ายด้วยบัตร EasyCard ได้เลย) เมื่อถ่ายรูปกันจนพอใจแล้วเราก็มุ่งหน้าต่อไปที่ จิ่วเฟิ่น (Jiu Fen Old street) แลนด์มาร์กยอดฮิตเมืองเก่าของไต้หวันที่ผู้คนต่างเดินทางมาเช็คอินเพื่อถ่ายรูปและลิ้มลองรสชาติอาหารไต้หวันที่มีให้เลือกทานอย่างมากมาย โดยจุดถ่ายรูปสุดชิคที่พลาดไม่ได้เลยก็คือ บริเวณเนินเขาหน้าร้านชา Ah Mei ที่เป็นเหมือนแลนด์มาร์คและสัญลักษณ์ของจิ่วเฟิ่น อีกทั้งยังเป็นจุดที่สามารถเห็นวิวทัศนียภาพโดยรอบได้สวยงามมากที่สุดอีกเช่นกัน ซึ่งใครไปถึงแล้วก็เตรียมกล้องถ่ายรูปไว้ให้ดี เนื่องจากทางค่อนข้างแคบแต่เต็มไปด้วยผู้คนที่ยืนออกันถ่ายรูปมากมาย เราเลยอยากแนะนำให้หาท่าเตรียมไว้ก่อน เพื่อไม่เป็นการเสียเวลาในการถ่ายรูปแก้หลายช็อต นั่นเอง หลังจากได้รูปที่พอใจแล้วก็ถึงเวลาตะลุยกินอาหารไต้หวันที่ขึ้นชื่อในเรื่องของรสชาติและความแปลกใหม่ที่ไม่สามารถหาทานได้ที่ไหนกันที่บริเวณตลาดที่เต็มไปด้วยร้านค้าต่างๆ มากมายตั้งแต่อาหาร, ของทานเล่น ไปจนถึงขนมหวานน่าทานอย่างหลากหลาย โดยสิ่งที่เราได้ลิ้มลองมีทั้ง โดรายากิไอติม ลูกชิ้นปลา เต้าฮวยบัวลอยเผือก ไอศกรีมถั่วตัด ไส้กรอกไต้หวัน และข้าวหมูหวานพะโล้ ที่ต้องบอกเลยว่าแต่ละอย่างเป็นของขึ้นชื่อและไม่ควรพลาดที่จะชิมความอร่อยแบบต้นตำรับเป็นอย่างมาก วิธีการเดินทาง : นั่งรถบัสสาย 1022,780,790,862 ไป Keelung เปลี่ยนมาขึ้นรถบัสสาย 1013,788 เมื่อทานกันอย่างจุใจแล้วก็ถึงเวลาเดินทางกลับเข้าไปยังตัวเมือง โดยเย็นนี้เราก็ได้แพลนว่าจะไปปักหมุดเช็คอินกันที่ ย่าน Ximen เพื่อไปชมบรรยากาศกลางคืนของย่านที่เต็มไปด้วยความคึกคักและแหล่งช้อปปิ้งของร้านค้าต่างๆ พร้อมทั้งลิ้มลองของกินห้ามพลาดที่เขาว่าดีกัน แต่สิ่งที่เราจะพลาดไม่ได้เลยสำหรับการเดินทางมาเยือนไต้หวันก็คือ การทานชาบูหม่าล่า หรือบุฟเฟ่หม้อไฟไต้หวันที่มาพร้อมกับเนื้อและหมูคุณภาพที่ถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีอาหารทะเล ลูกชิ้นต่างๆ ผัก ผลไม้ ขนมหวาน และน้ำดื่มที่มีให้เลือกทานอย่างละลานตา วิธีการเดินทาง : ลงสถานี ximen ทางออก 6 ร้านอยู่ฝั่งตรงข้าม (เยื้องๆ ร้าน Bear-1 Yakiniku) และเมื่ออิ่มอร่อยไปกับการทานของคาวเสร็จ ทางเราก็ไม่พลาดที่จะกินไอศกรีม Haagen-Dazs ที่มีให้เลือกทานอย่างหลากหลายรสชาติด้วยกัน ซึ่งบอกได้เลยคุ้มค่ามากๆ เพราะมื้อนี้เราจ่ายเพียงคนละ 500+ TWD แต่สามารถเลือกทานกันได้อย่างจุใจและฟินกันสุดๆ โดยเราขอแนะนำว่าหากใครจะมาทานก็ให้โทรจองล่วงหน้าก่อน เนื่องจากคิวที่นี่จะเต็มตลอด Day 3 : Fish Market >> Xiangshan Hiking Trail >> Taipei 101>> Xinyi Public Assembly Hall >> Din tai Fung >> Ningxia Market เปิดเช้าวันใหม่ด้วยการออกเดินทางมุ่งหน้าไปสู่ Fish Market ตลาดปลาในเมืองไต้หวันที่จะเต็มไปด้วยทะเลสดใหม่มากมายให้นักท่องเที่ยวได้มาเลือกสรรกันได้อย่างสนุกสนาน โดยภายในตลาดปลาแห่งนี้จะแบ่งออกเป็น 3 โซนใหญ่ๆ ด้วยกัน ไม่ว่าะเป็น โซนของทะเลสด โซนอาหารสำเร็จรูปที่มีทั้งแบบสดๆ พร้อมทาน และอาหารทะเลต่างๆ ที่ผ่านการปรุงแต่งมาแล้ว นอกจากนี้ยังมีในส่วนของโซนร้านอาหาารที่เราอยากแนะนำให้ทุกคนได้ลองมาทานดู เพราะเมนูของที่นี่นั้นมีคุณภาพ อีกทั้งราคาย่อมเยาว์ หากใครมาเป็นกลุ่มใหญ่ก็สามารถสั่งแบบเป็นเซทที่ราคาจะคุ้มกว่าสั่งแยก แถมยังสามารถทานอาหารได้อย่างหลากหลายมากยิ่งขึ้น เพราะในเมนูเซ็ทนั้นจะมีซูชิทั้งหมด 6,9,10 คำที่เราสามารถเลือกได้ว่าจะเอาซูชิอะไร โดยรวมแล้วราคาเซ็ทที่แพงที่สุดจะมีราคาประมาณ 600 TWD เท่านั้นเอง และหลังจากที่รับประทานอาหารเสร็จกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็อย่าลืมแวะชิมชีสเค้กและพุดดิ้งแสนอร่อยที่ไม่ควรพลาดสุดๆ กันที่บริเวณโซนอาหารสำเร็จรูป เพราะนอกจากจะมีาสชาติที่ลงตัวแล้ว ยังราคาไม่แพงอีกด้วย วิธีการเดินทาง : นั่งรถบัส สาย 49 บริเวณหน้าห้าง Shin Kong Mitsukoshi หน้า Taipei Main Station ไปยัง 2nd Fruit and Vegetable Market แล้วข้ามถนนเพื่อเดินทางต่อมาอีกเพียง 350 ก็จะเจอกับ Fish Market เสร็จภาระกิจมื้อเช้าเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ออกเดินทางสู่ Taipei 101 แลนด์มาร์กสำคัญของเมืองไต้หวันที่มีลักษณะเป็นตึกสูงใหญ่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ จึงทำให้บริเวณสถานที่แห่งนี้นั้นเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวมากมายที่ต่างพากันเดินทางมาเพื่อเที่ยวชมและถ่ายรูปเช็คอินกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งถ้าหากใครจะถ่ายรูปกับตึกไทเปแล้วละก็ เราแนะนำให้เดินไปบริเวณหมู่บ้านทหารฝั่งตรงข้ามกับตัวตึก ซึ่งสามารถเดินลัดเลาะไปตามสนามบาสทะลุไปด้านหลัง ก็จะเจอโซนที่สามารถยืนถ่ายรูปกับตึกไทเปได้ง่ายๆ แถมไม่ต้องไปคอยหลบผู้คนที่เดินผ่านให้ยุ่งยากอีกด้วย วิธีการเดินทาง : ลงสถานี MRT สายสีแดง จากสถานี Xiangshan มาลงที่สถานี Taipei101/ World Trade Center ทางออกที่ 2 และเดินเลี้ยวไปตามป้าย Xinyi Assembly Hall, Taipei City เมื่อเดินเที่ยวชมบริเวณตึกไทเปและถ่ายรูปเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลารับประทานอาหารกันต่อที่ Din Tai Fung ร้านอาหารชื่อดังในประเทศไต้หวันที่มีเมนูติ่มซำขึ้นชื่ออย่าง เสี่ยวหลงเปาและขนมจีบกุ้ง ซึ่งต้องทานควบคู่ไปกับซอสและขิงตามวิธีการทานที่ทางร้านแนะนำเพื่อให้ได้รสชาติแบบไต้หวันแท้ๆ บอกเลยว่าจริงๆแล้วเป็นคนไม่ชอบทานขิงเลยแต่เมื่อทานคู่กับเสี่ยวหลงเปาและน้ำจิ้มก็เรียกว่าเปลี่ยนใจเลยทันที เพราะขิงที่นี่ไม่ได้มีกลิ่นฉุ่นที่รุนแรงนัก ทำให้สามารถทานแก้เลี่ยนได้โดยไม่ขัดอรรถรสในการรับประทานเลยทีเดียว หลังจากกลับมาจากไทเป 101 เราก็ขอกลับมาแวะพักผ่อนเติมพลังเพื่อออกเดินทางไปเที่ยวชมตลาดยามค่ำคืนกันที่ Ningxia Market เป็นหนึ่งในตลาดที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากที่สุด เนื่องจากในบริเวณตลาดแห่งนี้นั้นมีอาหารสตรีทฟู้ดมากมาย ทำให้ชาวต่างชาตินิยมเดินทางมากันเพื่อลิ้มลองรสชาติของอาหารท้องถิ่น โดยเมนูที่เราจะมานำเสนอให้ทุกคนได้ไปรับประทานกันนั่นก็คือ น้ำแข็งใสโมจิงาดำ ที่ต้องบอกเลยว่าโมจินุ่มหนุบหนับผสมผสานไปกับความเป็นงาดำที่มีความหอมมัน เมื่อทานควบคู่ไปกับน้ำแข็งใสทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาอีกเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว วิธีการเดินทาง : ลงสถานี Zhongshan Station ให้ออกทางออก Exit 4 แล้วเดินตรงตามถนน Nanjing Road ไปประมาณ 500 เมตร Day 4 : ร้านน้ำเต้าหู้ ฟู่หังโต้เจียง >> ร้าน One Day >> Fujin Street >> ร้าน Chia Tei >> ร้าน Chun Shui Tang อรุณสวัสยามเช้าวันสุดท้ายก่อนการเดินทางกลับประเทศไทย วันนี้เราออกเดินทางกันแต่เช้าเพื่อมารับประทาน น้ำเต้าหู้ ที่เขาบอกกันว่าต้องมายืนรอต่อแถวตั้งแต่เช้านั่นก็คือ ร้านน้ำเต้าหู้ ฟู่หังโต้เจียง ซึ่งเป็นหนึ่งในร้านท้องถิ่นชื่อดังของเมืองไต้หวัน จึงทำให้ร้านนี้มีคนค่อนข้างหนาแน่นทั้งชาวไต้หวันและชาวต่างชาติ ทำให้มีแถวล้นยาวออกมาจนถึงหน้าสถานี แต่ไม่ต้องกังวลไปว่าจะรอนานจนไม่ได้กิน เพราะการรอคิวของที่นี่นั้นก็ไม่ได้นานอย่างที่คิด เนื่องจากทางร้านค่อนข้างบริหารเวลาได้เร็ว ทำให้ไม่เสียเวลาในการรอนานมาก โดยเมนูที่เราสั่งมานั้นก็จะเป็นปาท๋องโก๋ที่มีความกรอบมากๆ ถือว่าเป็นเมนูที่เราชอบที่สุดเพราะไม่เคยทานปาท๋องโก๋ที่ไหนอร่อยเท่านี้มาก่อน เลยรู้สึกชอบอันนี้เป็นพิเศษ ส่วนน้ำเต้าหู้เค็มก็ถือว่าเป็นรสชาติค่อนข้างแปลกใหม่ มีรสชาติเค็มนิดๆ ภายในจะมีเครื่องเป็นกุ้งแห้ง ปาท๋องโก๋ วุ้นกลมๆ ที่ทำให้มีเนื้อสัมผัสคล้ายโจ๊กในน้ำเต้าหู้ ซึ่งรสชาติโดยรวมถือว่าพอใช้ได้ ส่วนน้ำเต้าหู้หวานรสชาติค่อนข้างกลมกล่อมใช้ได้เลยทีเดียวไม่หวานไปหรือจืดไปกำลังพอดี และเมนูอีกอย่างหนึ่งซึ่งเราไม่แน่ใจว่าเขาเรียกกันว่าอะไร แต่คนที่นี่ส่วนใหญ่นิยมทานกันเราเลยสั่งตามคนข้างหน้ามาลองทานดู เป็นลักษณะของแป้งผสมกับกุ่ยช่ายและไข่ มีรสชาติเค็มๆ ทานคู่กับซอสพริกก็จะได้อีกรสชาติที่อร่อยไม่แพ้กัน ซึ่งโดยรวมแล้วร้านนี้คิดว่าดีทุกอย่าง ยกเว้นน้ำเต้าหู้เค็มที่คิดว่าไม่ค่อยชินรสชาตินี้เท่าไหร่ แต่ถ้าหากใครมาแล้วก็อยากให้มาลองดูสักครั้งนึงว่ารสชาติเป็นอย่างไร วิธีการเดินทาง: ลงสถานี shandao temple station ทางออก 5 ร้านตั้งอยู่บนชั้นสองของตลาด Hua Shan เปิดให้บริการ: ตั้งเเต่เช้าถึง 10.30 น. หลังจากผ่านพ้นมื้อเช้าเราก็กลับมาแปลงโฉมเพื่อออกไปเที่ยวกันต่อกับย่านคาเฟ่ในไต้หวันอย่าง ร้าน One Day ร้านคาเฟ่เล็กๆ ที่มีการตกแต่งสไตล์น่ารัก ภายในมีขายเครื่องดื่มมากมาย อีกทั้งยังมีขายงานแฮนด์เมคต่างๆ ที่มีความมินิมอลน่ารักในแบบญี่ปุ่น ซึ่งหากใครชื่นชอบแนวเรียบๆ น่ารักแบบใสๆ ก็สามารถมาเลือกซื้อเครื่องดื่มและสินค้าได้ที่ร้านแห่งนี้ วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟ MRT Tamsui-Xinyi Line (สาย 2 สีแดง) ลงสถานี Shuanglian ทางออก 1 เดินเข้าซอยไปประมาณ 5 นาที ไปต่อกันกับย่านคาเฟ่อย่าง Fujin Street เป็นย่านฮิปสเตอร์ที่ไม่ว่าจะเดินไปถ่ายมุมไหนก็ได้รูปที่สวยงาม เหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบการถ่ายรูปและอยากหลีกหนีความวุ่นวายออกมาเดินชมร่มไม้ที่เงียบสงบกับถนนสายคาเฟ่ที่มีความสวยงามสามารถเดินเล่นถ่ายรูป หาเครื่องดื่มรับประทานได้อย่างชิลๆ นอกจากนี้หากใครที่ชื่นชอบเสื้อผ้าแนวฮิปๆ แล้วละก็ สามารถเดินช้อปปิ้งได้ที่บริเวณย่านแห่งนี้เลย วิธีการเดินทาง : ลงที่ MRT Songshan Airport Station สามารถเช่าจักรยาน Ubike ต่อแท็กซี่มาได้ในราคาประมาณ TWD100 หรือใช้เวลาเดินประมาณ 10-12 นาที เดินเล่นเที่ยวชมคาเฟ่เสร็จเป็นที่เรียบร้อยก็ถึงเวลาของการซื้อของฝากที่แนะนำเลยว่าหากใครเดินทางมาเที่ยวไต้หวันแล้วละก็ห้ามพลาดกับการเดินทางมาที่ ร้าน Chia Te เพื่อมาซื้อ เฟิ่งหลีซู หรือ ที่รู้จักกันว่า พายสับปะรด ซึ่งถือได้ว่าเป็นขนมขึ้นชื่อที่คนไต้หวันเชื่อกันว่าขนมชนิดนี้นั้นเปรียบเสมือนทอง ดังนั้นจึงนิยมมอบให้เป็นของฝากเพื่อความเป็นมงคล อีกทั้งร้านแห่งนี้ยังเป็นร้านดั้งเดิมที่มีเพียงไม่กี่สาขาและสาขานี้ถือเป็นสาขาต้นตำรับ จึงทำให้มีขนมให้เลือกเยอะและหลากหลายมากกว่าสาขาอื่น หากใครเดินทางมาที่ไต้หวันก็ไม่ควรพลาดที่จะมาร้านนี้เป็นอันขาด เพราะพายสับปะรดที่นี่อร่อยหอมมัน เหมาะแก่การซื้อเป็นของฝากให้ญาติผู้ใหญ่ เพื่อน หรือเด็กที่บ้าน วิธีการเดินทาง : มาลงสถานี Nanjing Sanmin ก่อนเก็บกระเป๋าเดินทางกลับกรุงเทพก็ขอแวะมาดื่มชานมไข่มุกร้านแรกของไต้หวันกันที่ ร้าน Chun Shui Tang เป็นร้านชานมไข่มุกเจ้าแรกชื่อดังที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมเดินทางมารับประทานกัน โดยเมนูที่ต้องสั่งเมื่อมาที่ร้านแห่งนี้นั่นก็คือ ชานมไข่มุก ที่มีให้เราเลือกทั้งแบบร้อน และเย็น ซึ่งต้องบอกเลยว่าทั้งสองแบบนี้มีความหอมมันอร่อยกลมกล่อม โดยเราสามารถเลือกระดับความหวานได้ว่าจะเอาที่ระดับเท่าไหร่ โดยทางเรานั้นสั่งความหวานไป 50% กำลังพอดี หากใครไม่ชอบหวานก็สามารถปรับลดได้ตามต้องการ นอกจากนี้ภายในร้านยังไม่ได้มีแค่เมนูชานมเท่านั้น แต่ยังมีเมนูอาหารที่สามารถเลือกรับประทานได้อย่างหลากหลาย ซึ่งเมนูที่เราชอบมากๆ และอยากจะแนะนำก็คือเมนูข้าวทรงเครื่องปั้น ที่เป็นลูกกลมๆ พอดีคำ กับเมนูหมี่ราดซอสหมู XO ที่จะมีความมันๆ เค็มๆ เผ็ดนิดๆ โดยรวมแล้วรสชาติถือว่าอร่อยมากๆ วิธีการเดินทาง : สถานี Taipei Main Station ห้าง Shin Kong Mitsukoshi สาขา Xinyi เมื่อซื้อของเสร็จเป็นที่เรียบร้อยก็กลับมาเก็บกระเป๋าเตรียมเดินทางไปยังสนามบิน เพื่อเดินทางกลับสู่ประเทศไทย โดยการเดินทางในครั้งนี้ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง ทั้งความสนุกสนาน อาหารแปลกใหม่ ผู้คน หรือแม้แต่วิถีชีวิตที่ต้องบอกเลยว่าคนไต้หวันน่ารักเป็นอย่างมากพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ อีกทั้งยังมีรอยยิ้มเสียงหัวเราะที่แม้ว่าเราจะฟังกันไม่ค่อยรู้เรื่องแต่การเดินทางในครั้งนี้ก็ทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ซึ่งหากเราไม่ได้เดินทางมาก็จะไม่รู้เลยว่าประเทศไต้หวันนี้ดีอย่างไร หากใครที่อยากมาสัมผัสกับความสนุกและออกมาท่องเที่ยวแบบนี้แล้วละก็ ตามเรามาได้เลยรับรองจะได้ทั้งความสนุกสนานไว้กลับมาเป็นความทรงจำที่ดีในการท่องเที่ยวได้อีกด้วย จองทัวร์ไต้หวัน กับ ทัวรครับ (Tourkrub)
ไปเที่ยวไต้หวัน ไปกินชานมไต้หวัน ร้านไหนดี?
พากิน
ไต้หวัน
ไปเที่ยวไต้หวัน ไปกินชานมไต้หวัน ร้านไหนดี?
ถ้าพูดถึงประเทศไต้หวัน อันดับแรกที่นึกถึงคงหนีไม่พ้น ชานมไข่มุก แน่นอน เพราะที่ไต้หวันนั้น ชานมไข่มุกเป็นของขึ้นชื่อเลยทีเดียว เรียกได้ว่าไปที่ไหน ก็จะมีร้านชานมไข่มุกให้ซื้อแทบทุกที่แม้แต่ตามร้านสะดวกซื้อที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง "ชานมไข่มุก" หรือภาษาจีนเรียกว่า เจิ้นจู้หน่ายช๋า (珍珠奶茶 Zhen Zhu Nai Cha) มีต้นกำเนิดมาจากไต้หวันนี่แหละ จึงไม่แปลกที่เวลาใครมาเยือนประเทศไต้หวันแล้ว จะต้องหาชานมไต้หวันกลับไปเมืองไทยทุกที ชานมไต้หวันมีทั้งแบบชงสดคือสามารถซื้อได้ตามร้าน และแบบที่อยู่ในขวดซึ่งเราก็สามารถแวะซิ้อได้ตามมินิมาร์ท ร้านสะดวกซื้อตามที่ต่างๆ ได้เช่นกัน ร้านชานมไต้หวันแต่ละร้านก็จะมีความพิเศษแตกต่างกันออกไป ซึ่งการสั่งชานมที่นี่อาจจะแตกต่างจากที่เมืองไทยเล็กน้อยค่ะ เพราะมีให้เลือกทั้งระดับความหวานและระดับน้ำแข็งด้วย ซึ่งร้านชานมไต้หวันที่ ทัวร์ครับ จะแนะนำในวันนี้ ทางเราได้ทำการคัดเลือกมาแล้วว่า หากได้มาเยือนไต้หวัน ต้องตามหามาลองชิมดูสักครั้งให้ได้เพราะอร่อย และถูกปากถูกใจ คนไทยอย่างเรามากๆ เลยครับ แต่ก่อนจะตามไปเช็คอิน ร้านชานมที่ไต้หวัน ก็ต้องจองทัวร์ไป เที่ยวไต้หวัน ก่อนเลย คิดจะไปเที่ยวไต้หวันกดจองทัวร์ไต้หวัน กับ ทัวร์ครับ จองสะดวกมีแพ็คเก็จทัวร์ไต้หวัน มากมายเลยนะครับ 5 ร้านชานมไต้หวัน 1.Chun Shui Tang ร้านนี้เป็นร้านชานมที่เมื่อไปเที่ยวไต้หวันแล้วต้องตามไปกินเป็นร้านแรกๆ เพราะร้านนี้แทบจะเป็นร้านแรกในโลกเลยก็ว่าได้ที่คิดค้นเมนู ชานมไข่มุก ขึ้นมา ร้านนี้เดิมทีเป็นร้านอาหารค่ะ ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงมีอาหารจำหน่ายอยู่เช่นกัน นอกจากชานมไต้หวันที่เลื่องชื่อแล้ว อาหารที่นี่ก็ยังอร่อยมากๆ อีกด้วย แต่ถ้าหากมาอาจจะต้องรอคิวกันซักนิดเพราะร้าน Chun Shui Tang เป็นหนึ่งในจุดหมายที่นักท่องเที่ยวหลายคนต้องมาลองชิมชานมไข่มุก สำหรับสาขาที่แนะนำจะอยู่ใน อนุสรณ์สถานเจียงไคเช็คค่ะ อยู่บริเวณอาคาร Concert Hall เลย 2. Ten Ren’s tea since 1953 ร้านชานมไต้หวัน ร้านนี้ Ten Ren’s tea since 1953 เป็นร้านเก่าแก่อีกร้านที่เราสามารถหากินได้ทั่วไป แถมราคาไม่แพงอีกด้วย ราคาเริ่มต้นที่ TWD 35 เท่านั้นเอง หรือประมาณ 36 บาท ร้านชานมไต้หวันร้านนี้มีเอกลักษณ์ในเรื่องของกลิ่นชาค่ะ เป็นอีกร้านที่เราได้ลองแล้วมันหอมชา รสชาติไม่หวานเกินไป แถมไข่มุกของร้านนี้ยังหนึบๆ เคี้ยวเพลินอีกด้วย 3.Ching Xin Fu Chuan ร้านนี้ออกเสียงยากหน่อย แต่ตัวร้านหาไม่ยากเลย เพียงแค่มองหาร้านที่ตกแต่งด้วยเจ้าคิตตี้นั่นหมายถึงคุณมาถูกร้านแล้ว ร้านนี้เราให้ชื่อเล่นว่าร้าน ชาคิตตี้ เพราะแก้วเป็นลายคิตตี้น่ารักมาก นอกจากแก้วจะน่ารักแล้ว ชานมไต้หวันร้านนี้ยังอร่อยมากๆอีกด้วย ร้านนี้เรียกได้ว่ายืนหนึ่งในดวงใจเลย ร้านนี้เราสามารถหาซื้อได้ทั่วไปเลยค่ะ ความพิเศษของร้านนี้อีกอย่างคือ มีไข่มุกให้เลือกแบบเม็ดใหญ่กับเม็ดเล็ก ความอร่อยก็ค่อนข้างแตกต่างกัน ต้องลองสั่งมาชิมดู ราคาเริ่มต้นที่ TWD 50 เท่านั้น 4. One Day Co มาร้านชานมไต้หวันแบบคูลๆชิคๆบ้าง ร้านนี้อยู่ใน Hua Shan Creative Park ค่ะ ร้านอยู่หน้าๆเลย ภายในร้านจะขายของที่ระลึกแล้วก็มีบาร์กาแฟอยู่กลางร้านซึ่งมีเมนูชานมไข่มุกด้วย ราคาก็ไม่แพงด้วยค่ะ แก้วละ TWD 50 เอง ระหว่างรอคุณบาริสต้าทำเมนูให้ เราก็สามารถเดินเลือกชมของที่ระลึกภายในร้านได้อีกด้วย มีทั้งของกระจุกกระจิก โปสการ์ด เคสโทรศัพท์ สำหรับสาวๆ แอบกระซิบบอกว่า ร้านนี้บาริสต้างานดีมาก ไม่มาไม่ได้จริงๆ 5. Chi Cha ชานมไต้หวันร้านนี้ เป็นร้านขายชาจากจังหวัดไท่จงเลยค่ะ ความหอมของชาไม่ต้องพูดถึง หอมชามากๆ เป็นอีกร้านชานมที่ต้องมาลองเลยทีเดียว ร้านชานมไต้หวันร้านนี้มีเมนูให้ลองชิมหลายแบบมากๆ ไม่ว่าจะเป็นชานมไต้หวันสูตรดั้งเดิม หรือจะเป็นเครื่องดื่มประเภท Black Tea ร้านนี้ก็มีขาย ร้านนี้มีสาขากระจายอยู่ทั่วไทเปเลยค่ะ สาขาที่หาง่ายก็คือสาขาที่ Taipei Main Station นั่นเอง ที่ไต้หวันมีร้านชานมไต้หวันให้เลือกลองชิมเยอะแยะไปหมด นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ทัวร์ครับได้คัดเลือกมาให้ได้ลองไปชิมดู ไปไต้หวันทั้งทีควรได้ลองชิมหลายๆ ยี่ห้อ เพราะถ้ามาเที่ยวไต้หวันแล้วไม่ลองชิมชานมไต้หวัน เรียกว่ามาไม่ถึงไต้หวันนะ :) โหลดแอปพลิเคชั่นทัวร์ครับ iOS / Android
ไปเที่ยวไต้หวันต้องได้รูป แจกพิกัด 10 คาเฟ่ไต้หวัน ตกแต่งสวยสไตล์ Instragramber
พากิน
ไต้หวัน
ไปเที่ยวไต้หวันต้องได้รูป แจกพิกัด 10 คาเฟ่ไต้หวัน ตกแต่งสวยสไตล์ Instragramber
ไหนๆ ใครเป็นนักท่องเที่ยวสายคาเฟ่ฮอปปิ้งบ้างนะ แสดงตัวหน่อยเร็ว...ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าคาเฟ่ไม่ได้ฮอตฮิตแค่ในประเทศไทยเท่านั้นแต่ในต่างประเทศก็ยังมีร้านกาแฟ คาเฟ่ชิคๆ มากมายให้เราได้เข้าไปลองชิม เช็คอิน และถ่ายรูปอัพลงไอจีอยู่เรื่อยๆ และหากใครที่กำลังมีแพลนเดินทางไปเที่ยวไต้หวัน เมืองไทเปได้สนุกแน่ เพราะมีคาเฟ่ ร้านกาแฟ ร้านชานม ตกแต่งสวยๆ ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย ทัวร์ครับ (Tourkrub) เว็บไซต์ที่รวบรวมทัวร์ที่ดีที่สุดไว้มากมายได้รวมคาเฟ่ไทเปไว้ให้คุณแล้ว เตรียมกล้องและชุดสวยๆ ตามรอยมาเที่ยวได้เลย จองทัวร์ไต้หวัน กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) 1. Flourishbakery 2018 ขอบคุณรูปภาพจาก flourishbakery2018 ร้านขนมเล็กๆร้านนี้เป็นคาเฟ่ที่เน้นขนมปังเป็นพิเศษค่ะ ขนมปังของร้านนี้มีหลากหลายแบบให้ลองเลือกชิมดู ขนมที่นี่เป็นขนมปังแบบ โฮมเมดเลยค่ะ มีทั้งแบบคาว แบบหวาน เลือกได้ตามใจชอบเลย แถมราคาก็ยังน่ารักอีกด้วย เริ่มต้นที่ชิ้นละ TWD 25 เท่านั้น ส่วนเครื่องดื่มก็มีให้เลือกทั้งชาและกาแฟ ราคาแก้วหนึ่งอที่ประมาณ TWD 60 เท่านั้นเองค่ะ 2.Cafe Mumi ขอบคุณรูปภาพจาก Instagram Cafemumi ร้านคาเฟ่ขาวๆ ตกแต่งคลีนๆแบบมินิมอล ที่ไต้หวันเองเขาก็มีคาเฟ่สไตล์เกาหลีด้วยนะ เมนูเด่นๆของร้านมีทั้งขนมหวาน เค้กต่างๆและเครื่องดื่มค่ะ ใครที่ได้แวะไปไทเปแล้วล่ะก็ ร้านนี้เป็นอีกคาเฟ่ในไทเปที่ควรแวะไปเช็คอิน และแวะไปถ่ายรูปอย่างพลาดไม่ได้เลยแหละ โดยเฉพาะสาวๆ ที่ชื่นชอบคาเฟ่สไตล์เรียบๆ แต่มีคลาสอย่างนี้ 3.One Tree Hill คาเฟ่ไต้หวันสุดฮิตในไอจีที่ใครๆก็ตามจะต้องมาถ่ายรูปด้านหน้าร้าน ด้วยเอกลักษณ์การดีไซน์แบบสีขาวล้วน และตึกที่มีทรงแปลกตา เลยไม่แปลกที่ใครๆก็ต่างจากมาเช็คอินที่ร้านนี้ค่ะ เครื่องดื่มในร้านนี้จะเน้นเป็นชาซะส่วนใหญ่ ทั้งชาผลไม้ และชาแบบ Original เลย นอกจากพวกชาแล้ว ยังมีขนมต่างๆไว้ให้ชิมอีกด้วยนะ 4.FOMO Coffee คาเฟ่ไต้หวันอีกร้านที่ฮิตติดลมบน ด้วยโทนร้านที่เป็นสีขาวดำ เอาใจสายคุมโทนไอจีสุดๆ มีคนตามไปถ่ายรูปที่ร้านมากมาย ร้านหาไม่ยากเลยค่ะ จุดเด่นอยู่ที่สัญลักษณ์ตัว & ตัวนี้ มองหาไม่ยากเลยแหละ แถมเครื่องดื่มของที่นี่ยังมีหลากหลายสไตล์ จึงไม่แปลกว่าทำไมเหล่า instragrammer ที่ชอบมาถ่ายรูปที่ร้านนี้กัน 5. Drunk Cafe ขอบคุณรูปภาพจาก Facebook DrunkCafe คาเฟ่ชื่อดังในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทย เพราะว่าเหล่า IG Influencer ต่างไปเช็คอินที่ร้านนี้เยอะมากๆค่ะ ด้วยการตกแต่งตามสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ จึงไม่แปลกที่ใครๆก็อยากจะไปเยือนเพื่อถ่ายรูปทั้งนั้น เพราะที่ร้านนี้มีมุมถ่ายรูปสวยๆ เต็มไปหมดเลยค่ะ การเดินทางไม่ยากเลย นั่ง MRT สายสีฟ้ามาลงสถานี Sun Yat-sen Memorial hall ทางออกที่ 1 เราจะเจอกับตึก Chinese TV ด้านหน้าจะมีป้ายชัดเจนเลยค่ะ 6.Paper st. ร้านเล็กๆ แต่ตกแต่งแบบมินิมอลคุมโทนสุด ภายในร้านมีที่นั่งไม่เยอะดังนั้นร้านนี้จึงเน้นไปที่รูปแบบของ Take Away มากกว่า เห็นร้านเล็กๆแบบนี้แต่เครื่องดื่มคุณภาพไม่แพ้ใครเลยค่ะ มีทั้งกาแฟ ช๊อคโกแลต ราคาสูงนิดนึง แต่ก็เหมาะสมกับคุณภาพ ร้านอยู่ตรงสี่แยกใกล้ๆ กับ Hua Shan Creative Park เลยค่ะ 7.nu studio อีกคาเฟ่ไต้หวัน สไตล์เกาหลีแบบคลีนๆ มีความมินิมอล ร้านอยู่แถว MRT Songshan หาไม่ยากเลย ร้านสวยสะดุดตา ใครชอบดื่มกาแฟคือ ดีทั้งร้อนและเย็น มีขนมอร่อยๆ ให้เลือกกินมากมายด้วย ที่สำคัญคือ มีมุมถ่ายรูปเอาใจสาวๆ ที่คุมโทนไอจีแน่ๆ สำหรับราคาอยู่ในช่วงประมาณ TWD 120-150 เท่านั้นเองค่ะ บอกเลยว่า สายคาเฟ่ฮอปปิ้งต้องใส่ลิตส์ร้านนี้ลงไปให้ไว 8.Ambi Café ขอบคุณรูปภาพจาก Facebook Ambi Cafe สำหรับสายหวาน อย่าลืมแวะมาคาเฟ่สีสดใสที่ Ambi Cafe คาเฟ่สีชมพูสดใส มีบ่อน้ำพุตั้งอยู่กลางร้านใครมาแวะที่คาเฟ่แห่งนี้คือต้องมีรูปกับน้ำพุนะบอกเลย Ambi Cafe มีหลายโซนให้เราได้เลือกเข้าไปนั่งทานขนม หรือถ่ายรูปในโซนต่างๆ สำหรับ Ambi Cafe เดินทางไม่ยากเลยค่ะ MRT Zhongxiao Dunhua ทางออกที่ 3 ได้เลย 9.Maybe Café ขยับมาอีกนิดเพราะร้านนี้อยู่ไม่ไกลจาก Ambi Cafe ค่ะร้านอยู่ใกล้ๆกันเลย ร้านนี้จะเน้นดีไซน์ไปในทางเรียบๆ ใช้สีพาสเทลเป็นหลักเอาใจสาวๆเลย ราคาเครื่องดื่มที่นี่ก็ไม่แพงด้วยค่ะ ราคาเริ่มต้นเพียงไม่กี่ 10 TWD เอง นอกจากจะขายเครื่องดื่ม อาหาร และขนมแล้ว ที่ร้านนี้ยังเป็นร้านขายดอกไม้ด้วยนะคะ 10. But. we love butter ขอบคุณรูปภาพจาก facebook But.we love better ร้านนี้มีความซับซ้อนกันเล็กน้อยค่ะ นอกจากด้านหน้าจะต้องผ่านร้านที่เหมือนเป็นร้านตัดสูทแล้วจะมีประตูลับเดินผ่านเข้าไปในร้าน ภายในร้านนางจริงๆคือร้านขายคุ้กกี้ แต่การดีไซน์ภายในร้านนี่น่าถ่ายรูปซะเหลือเกินค่ะ ก่อนจะเลือกซื้อคุ้กกี้ทางร้านจะมีมาให้เราเลือกชิม อ้อ เราเลือกกระดาษห่อได้ด้วยนะ ใครที่มาเที่ยวไต้หวันแล้วยังเก้บไม่ครบ 10 ที่นี้ มาเที่ยวคราวหน้าก็ตามเก็บได้เลย มาเที่ยวไต้หวันครั้งต่อไป สะดวกสบายไม่ต้องวางแพลนเอง ก็ใช้บริการจองทัวร์ไต้หวันกับ ทัวร์ครับ ได้เลย รับรองว่าได้เที่ยวไต้หวันแบบชิลล์สบายๆ แน่นอน จองทัวร์เที่ยวได้สะดวกมากขึ้นด้วยแอปพลิเคชั่น ทัวร์ครับ (Tourkrub) iOS/ Android
10 ร้านราเมงในญี่ปุ่นยอดฮิต พร้อมพิกัดและการเดินทาง
พากิน
ญี่ปุ่น
10 ร้านราเมงในญี่ปุ่นยอดฮิต พร้อมพิกัดและการเดินทาง
นึกถึงญี่ปุ่น สิ่งแรกๆ ที่เรานึกถึงก็คงจะเป็นเรื่องของอาหารจริงไหม? เราว่าเพื่อนๆ ทุกคนน่าจะคิดเหมือนเราว่าอาหารของญี่ปุ่นมีทั้งความสด สะอาด และมีความออริจินอล มีเอกลักษณ์ในตัวเองอย่างบอกไม่ถูก กินที่ไหนก็ไม่เหมือนกินที่ญี่ปุ่น วันนี้เราเลยจะมาแนะนำอาหารที่ขึ้นชื่อของญี่ปุ่นอย่าง ราเมง ที่ไม่ว่าจะไปเมืองไหนของญี่ปุ่นก็จะได้เจอกับร้านราเมงซ่อนอยู่ทุกที่ มาดูกันว่า 10 ร้านราเมงในญี่ปุ่นยอดฮิต รสชาติจะถูกปากคนไทยมากแค่ไหนและเด็ดพอที่จะให้เพื่อนๆ มาตามกันหรือไม่ 1.ร้าน เมนยะ ฮานาบิ (Menya Hanabi) เริ่มต้นร้านแรกกันด้วย อันดับที่ 35 ของรางวัล Ramen Walker Grand Prix อย่างร้าน เมนยะ ฮานาบิ ร้านราเมงชื่อดังย่านชินจูกุ โอ้โห เปิดมาอย่างพีค มาดูกันว่ารสชาติจะพีคสมคำการันตีรึเปล่า เมนูแนะนำของที่นี่คือ มาเซะโซบะ หรือจะเรียกว่าราเมงแห้งญี่ปุ่นก็ได้ เส้นนุ่มๆ ท็อปปิ้งด้วยผักชี เนื้อสับปรุงรสและไข่ดิบ เพื่อเพิ่มระดับความอร่อยกับมาเซะ โซบะควรคลุกให้เข้ากันแล้วกินเลยรับรองว่าอร่อยติดใจแน่นอน จะวนกลับมากินอีกครั้งทางเราก็ไม่ติด พิกัด: 2-8-16 Okubo, Shinjuku-ku, Tokyo การเดินทาง: สถานีรถไฟ Shin-Okubo ทางออกที่ 2 เดินเข้ามาในย่าน Okubo 2.ร้าน Menya Musashi อีกหนึ่งร้านที่ชาวญี่ปุ่นโหวตว่าอร่อยที่สุดได้แก่ร้าน Menya Musashi สาขาใหญ่ Shinjuku หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ ราเมงซามูไร เมื่อเข้าไปในร้านจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศแบบญี่ปุ่นของแท้ ดูเชฟทำราเมงกันไปเลย สดๆ ได้ฟีลสุดๆ ที่นี่ถือเป็นร้านที่เปิดมานานเริ่มก่อตั้งในปีปี 1996 ที่โตเกียว และได้รับกระแสนิยมมาตลอดจนปัจจุบันมีเปิดใหม่หลายสาขา ด้วยชื่อเสียงเรื่องน้ำซุปเนื้อสัตว์หมู และไก่ผสมกับซุปสไตล์ญี่ปุ่นทำจากปลาคัตสึโอะตากแห้งและนิโบชิ ทำให้เกิดเป็นรสชาติอร่อยกลมกล่อม และหาทานไม่ได้จากร้านอื่น พิกัด: 7-2-6 K1 Bld.1F, Nishishinjuku , Shinjuku-ku, Tokyo, 160-0023, Japan การเดินทาง: สถานีชินจูกุฝั่งประตูตะวันออก 3.ร้าน คงจิกิ โฮโตโตงิซึ ร้านที่ 3 ได้รับการการันตีจาก Ramen Walker Grand Prix อันดับที่ 20 และได้รับการยกย่องให้เป็น Bib Gourmand จาก Michelin ในปี 2016 ชื่อเสียงเรียงนามขนาดนี้ไม่พูดถึงคงจะไม่ได้อย่างร้าน คงจิกิ โฮโตโตงิซึ สาขาชินจูกุอีกเช่นกัน ด้วยรสชาติของน้ำซุปรสอ่อนที่มีส่วนผสมหลักเป็นหอยตลับ ทำให้แตกต่างจากร้านอื่นๆ ที่จะเน้นเป็นซุปกระดูกหมูหรือไก่ ทำให้ได้รสชาติแบบคลีนๆ เบาๆ ใครไม่ชอบรสชาติหนักมากแนะนำเป็นร้านนี้เลยจ้า พิกัด: 2-47-12 Hatagaya, Shibuya-ku, Tokyo การเดินทาง: 7 นาทีเดินจาก Hatagaya station 4. ร้าน ราเมงข้อสอบ (Ichiran Ramen Ueno) มาต่อกัน Ichiran Ramen Ueno หรือที่คนไทยเรารู้จักกันดีในชื่อราเมงข้อสอบ แต่วันนี้เราจะบุกไปถึงต้นตำรับของเขากันเลยว่ารสชาติแตกต่างจากที่ไทยรึเปล่า วิธีการสั่งก็จะคล้ายๆ กับที่ไทยคือให้เราเลือกเส้น เลือกความเข้ม เลือกเครื่องปรุงก่อน แล้วถึงไปกดตู้จ่ายเงิน ส่วนตัวเราว่ามันโอเคเลยถูกปาก อาจจะเพราะว่าเราสามารถเลือกความต้องการของเราได้ เลยได้รสชาติที่ถูกปากไม่แพ้กับที่ไทยเลยก็ว่าได้ เพราะมาตรฐานของเขาเหมือนกันทุกสาขา พิกัด: 7-1-1 Ueno Taito-ku Tokyo-to 110-0005 การเดินทาง: สถานี Ueno ทางออก Yamashita ใกล้ทางออกห้าง Atre Ueno 5. ร้าน Hirugao Ramen Tokyo Station Hirugao Ramen Tokyo Station อีกหนึ่งร้านราเมงชื่อดังที่ตั้งอยู่ในรถไฟโตเกียว โดดเด่นเรื่องน้ำซุปอีกเช่นกันที่มีความแตกต่างจากที่อื่นเพราะเป็นน้ำซุปเกลือ รสชาติไม่จัดจ้าน หรือหนักมากจนเกินไป สามารถสั่งได้ทั้งแบบราเมงซุปเกลือ หรือจะเป็นราเมงแห้ง เสิร์ฟคู่กับซุปเกลือร้อนๆ ก็อร่อยฟินไม่แพ้กัน ใครมาแถวย่านนี้เราแนะนำให้ลองทานดู ส่วนตัวเราชอบเพราะรสชาติไม่หนักจนเกินไป ทานได้เรื่อยๆ ไม่เลี่ยนน้ำซุปซะก่อน พิกัด: Metropolitan Expressway Yaesu Route ตั้งอยู่ในราเมงสตรีทในสถานีรถไฟโตเกียว ชั้น B1 การเดินทาง: ออก Yaesu Central เดินลงบันไดเลื่อนมา Fist Avenue ชั้น B1 6. ร้าน Ramen Yukikage Asakusa ใครแวะไปเที่ยววัดอาซากุสะอยากให้ลองร้านนี้ Ramen Yukikage Asakusa วิธีสั่งคือซื้อคูปองราเมงรสชาติที่ชอบที่ตู้ก่อน แล้วนำคูปองที่ได้ยื่นให้พนักงานที่ร้าน คล้ายๆ กับราเมงร้านอื่นๆ แต่รสชาติของที่นี่เรียกได้ว่าถูกปากคนไทย ทานง่าย โดดเด่นที่น้ำซุปเข้มข้น ใครเหนื่อยๆ จากทริปท่องเที่ยวแล้วอยากหาที่ฝากท้องเราแนะนำราเมงเจ้านี้เลย รับรองว่าถูกใจแถมถูกปากแน่นอน พิกัด: 1-2-12 Asakusa, ไทโตะ 111-0032 จังหวัดโตเกียว การเดินทาง: ใกล้วัดเซนเซจิ Asakusa 7. ร้าน Kyushu Jangara Ramen Akihabara อื้อหืออใครเบื่อหมูสไลด์อยากเจออะไรหนักๆ แนะนำร้านนี้ Kyushu Jangara Ramen Akihabara สาวกหมูสามชั้นจะต้องร้องกรี๊ดเพราะที่นี่เขาให้หมูสามชั้นมาแน่นๆ กินกับน้ำซุปราเมงรสชาติเข้มข้น เราว่าคุณผู้ชายอาจจะถูกใจร้านนี้เป็นพิเศษเพราะเครื่องเขาแน่นจริงๆ ต้องยอมให้เลย แต่สำหรับใครที่กลัวว่ามันจะมันเกินไปไหม บอกตรงนี้เลยว่าไม่เลยมันอร่อยกลมกล่อม ถูกปากคนไทยแน่นอนเพราะน้ำซุปมีความเผ็ดนำ แต่เผ็ดแบบญี่ปุ่น อาจจะไม่ซี้ดซ้าดเท่าอาหารไทย แต่ก็ตัดเลี่ยนได้รับรองว่าทานคู่กันแล้วอร่อยลงตัว พิกัด: Sotokanda , ชิโยะดะ , โตเกียว การเดินทาง: ใกล้สถานี akahibara 8. ร้าน Menya Itto ใครชอบทานเส้นแนะนำร้าน Menya Itto เพราะที่นี่เขาโดดเด่นเรื่องเส้นโฮมเมด เนื้อหนึบ เคี้ยวกันเพลินๆ ทานกับน้ำซุปที่ทำจากปลา ท็อปปิ้งด้วยหมูชาชู 3 ชนิด อร่อยลืมกันเลยทีเดียว เพราะเราก็เป็นอีกหนึ่งคนที่บ้ากินเส้นมากๆ ยิ่งถ้าเจอพวกเส้นหนึบๆ นี่ต้องมีต่อชามที่ 2 อะบอกเลย แล้วที่นี่ก็ไม่ทำให้ผิดหวังแถมหลังกินเสร็จทางร้านเขาจะมี Sorbet ให้กินตามเพื่อล้างปากกันนิดหน่อย มีกิมมิคถูกใจสาวๆ แน่นอน พิกัด: 1-4-17 Higashishinkoiwa Katsushika Tokyo การเดินทาง: นั่งรถไฟ JR Chuo-Sobu Line(Local),Sobu Line(Rapid) ลงสถานี Shin-Koiwa เดินอีก 3 นาที 9. ร้าน Kinryu Ramen มาต่อกันที่ร้านราเมงแนวสตรีทกันบ้างอย่างร้าน ราเม็งมังกรแห่งโดทงโบริ หรือ Kinryu Ramen หาไม่ยากเพราะมีมังกรตัวใหญ่อยู่หน้าร้านเลยทีเดียว ถือว่าเป็นร้านเด็ดแถบย่านโดทงโบริเลยก็ว่าได้ ตัวร้านไม่ใหญ่มากมีโต๊ะแค่ 8-9 โต๊ะ อาจจะต้องต่อคิวรอกันสักนิดเพราะคนเยอะพอสมควร แล้วรสชาติของที่นี่นั้นก็ไม่เป็นสองรองใคร ถึงจะมีแค่ 2 เมนูอย่างราเม็งแบบธรรมดา และราเม็งพิเศษหมูชาชู แต่รับรองได้ว่าอร่อยทั้งสองเมนูไม่ต้องเลือกกันให้งง แถมยังเปิด 24 ชั่วโมง อยากมากินตอนไหนก็เลือกได้เลยจ้า พิกัด: อยู่ในย่าน Dotonburi ที่ Osaka 1-7-26 Dotombori, Chuo-ku, Sennichimae, Chuo, โอซาก้า 542-0071 โอซาก้า การเดินทาง: จากสถานี Namba ออกทางออก 14 แล้วเดินต่ออีก 5 นาที 10. ร้าน Tsuta ramen ปิดท้ายด้วยร้านที่ Ramen Walker ยกให้เป็นอันดับ 1 ในญี่ปุ่น และยังเป็นร้านที่ได้รางวัล 1 ดาวจาก Michelin ของปี 2016 และ 2017 ซึ่งเป็นร้านราเมงร้านแรกของโลก อย่างร้าน สึตะ (Tsuta ramen) ชื่อเสียงดีขนาดนี้รสชาติคงไม่ต้องพูดถึง เมนูขึ้นชื่อของทางร้านคือโซยุราเมง ซึ่งมีน้ำซุปสูตรพิเศษของทางร้านที่ทำขึ้นจากจากผักให้กลิ่นหอม และมีรสชาติที่อร่อยกลมกล่อมด้วยส่วนผสมจากโซยุหลากหลายชนิด การันตีด้วยดาวมิชลินขนาดนี้คนรักราเมงไม่ควรพลาดร้านนี้ด้วยประการทั้งปวง พิกัด: 1-14-1 Sugamo, Toshima-ku, Tokyo การเดินทาง: เดินจาก สถานี Sugamo (JR) ประมาณ 100 เมตร เที่ยวทัวร์ญี่ปุ่น ราคาสุดคุ้ม 18,999 บาท
เที่ยวไทเปห้ามพลาดตลาดกลางคืน ตะลุย 5 ตลาด 5 สไตล์
พากิน
ไต้หวัน
เที่ยวไทเปห้ามพลาดตลาดกลางคืน ตะลุย 5 ตลาด 5 สไตล์
ไปเที่ยวไต้หวัน ตลาดกลางคืนก็ถือว่าเป็นไฮไลท์ของไต้หวันนับว่าเป็นอีกเสน่ห์ที่ไม่ว่าใครมาเที่ยวจะต้องลองมาเดินดูเล่นให้ได้สักครั้ง โดยเฉพาะตลาดกลางคืนในไทเปมีมากมายจะตามเก็บให้ได้ทุกที่ก็คงจะไม่ไหว เราเลยเลือกตลาดกลางคืนไทเปที่มาแล้วต้องตามมาเที่ยวให้ได้ ซึ่งแต่ละที่ก็มีเอกลักษณ์แตกต่างกันไป ตามมาเลย 3 ตลาด 3 สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นสายช้อป สายแฟชั่น สายกิน สายชาไข่มุก ไปเที่ยว 3 ตลาดกลางคืนในไทเปไม่มีผิดหวังแน่นอน เพราะ ของกินไต้หวัน เพียบ เที่ยวไต้หวัน อยากไปเช็คอินที่เที่ยวในไทเปแบบไม่ต้องยุ่งยากเรื่องวางแพลนเที่ยว หรือต้องลิสต์ร้านอาหารเองให้เหนื่อย เอกสารเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศก็มากมาย ใช้บริการทัวร์ครับเลย มีทัวร์ไต้หวันให้เลือกเที่ยวมากมาย “จองทัวร์ครบ จบที่ทัวร์ครับ” เช็คราคาและจองทัวร์ไต้หวันกับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) 5 ตลาดกลางคืนไทเป 1. ตลาดซีเหมินติง ย่านนี้เรียกได้ว่าเป็นย่านที่ทุกคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะถือว่าเป็นเซ็นเตอร์ของไทเปเลยก็ว่าได้ ซึ่งตลาดซีเหมินติงเต็มไปด้วยร้านเสื้อผ้า ร้านอาหารและที่พักซึ่งราคาไม่แพง แถมเดินทางไปไหนมาไหนสะดวกอีกด้วย ใครที่เป็นสายช้อปเสื้อผ้า ทั้งเสื้อผ้าทั่วไปจนถึงแบรนด์ที่เราคุ้นเคย เรียกได้ว่าที่ตลาดซีเหมินติงนั้น มีครบทุกอย่างเลยค่ะ ภายในตลาดซีเหมินติงนอกจากจะเต็มไปด้านร้านค้าต่างๆแล้ว ยังมี Street Food ต่างๆให้เราได้เดินเลือกซื้อซิมอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นไก่ทอด เกี๊ยว เครื่องดื่มต่างๆ ที่ตลาดซีเหมินติงจะมีร้านที่เป็นตู้คีบเยอะมากๆเลยค่ะ นอกจากจะคีบตุ๊กตาต่างๆแล้ว ยังมีพวก หุ่นฟิกเกอร์ นาฬิกา และของจุ๊กจิ๊กมากมาย เห็นของเต็มตู้แบบนี้ใช่ว่าจะคีบกันง่ายๆนะ ในส่วนของเสื้อผ้ามีตั้งแต่ร้านเสื้อผ้าราคา TWD 300 จนไปถึงแบรนด์สุดฮิปต่างๆ ขอบอกว่าราคาไม่ต่างจากเมืองไทยเท่าไหร่ค่ะ แต่อาจจะเป็นคอลเลคชั่นที่ไม่ได้มีขายในเมืองไทยเท่านั้นเอง สาวกรองเท้าต่างๆต้องรู้จักร้านนี้แน่นอนกับ ABC Mart ที่ตลาดซีเหมินเองมี 2 สาขาให้ได้ไปเลือกชมเลือกซื้อกลับบ้าน ร้านรองเท้าที่นี่ราคาไม่แพงเลยค่ะเมื่อเทียบกับบ้านเรา การเดินทางก็ง่ายมาก นั่งรถไฟมาลงสถานี้ Ximending เดินขึ้นมาก็จะพบกับตลาดเลย ร้านค้าในตลาดซีเหมินติงนั้นจะเริ่มเปิดตอนช่วงสายๆประมาณ 10 โมงเช้ายาวไปถึงเกือบๆ 5 ทุ่มเลยค่ะ 2. ตลาดชื่อหลิน ตลาดนี้เรียกได้ว่าเป็นตลาดเจเจฉบับไทเปค่ะ ตลาดชื่อหลินเป็นตลาดที่ขึ้นเรื่องในเรื่องของเสื้อผ้าราคาถูกและมีหลากหลายดีไซน์ แถมของกินก็เยอะไม่แพ้กันอีกด้วย บรรยากาศที่ตลาดชื่อหลินอาจจะแตกต่างกับที่ซีเหมินติง เพราะที่นี่เน้นเป็นร้านเสื้อผ้าที่มาจากจีนและเกาหลีค่ะ จึงไม่มีแบรนด์ที่เรารู้จักมากนัก ตลาดชื่อหลินเป็นอีกตลาดที่ใหญ่มากๆที่หนึ่งในไทเปเลยล่ะ ด้านหน้าตลาดเต็มไปด้วยของกินอย่าง หอยย่าง ชานมเฉาก๊วย ปลาหมึกทอด สำหรับร้านค้าในตลาดชื่อหลินก็มีเยอะแยะไม่แพ้ที่ตลาดซีเหมินติงเลย ทั้งร้านเสื้อผ้าผู้หญิง เสื้อผ้าผู้ชาย ร้านรองเท้าต่างๆ และร้านขายของจุกจิกทั่วไป เดินเข้ามาลึกหน่อยก็จะเป็นโซนของกินแล้วค่ะ ซึ่งหลักๆ จะเป็นของกินท้องถิ่นของไต้หวัน ทั้งของคาวและของหวาน เรียกได้ว่ามาตลาดเดียวได้ครบเลย การเดินทางมายังตลาดชื่อหลิน สามารถนั่งรถไฟสายสีแดงมาลงที่สถานี Jian tan ทางออกที่ 1 ค่ะ 3. ตลาดปลาไทเป ใช่แล้ว ที่ไทเปมีตลาดปลาเหมือนกันนะ ที่นี่จะเน้นขายอาหารสดจำพวกอาหารทะเลค่ะ มีทั้งแบบซื้อเป็นเบนโตะแล้วสามารถหาโต๊ะนั่งทานข้างนอก หรือจะยืนทานที่เคาท์เตอร์บาร์ข้างในก็ได้เช่นกัน ก่อนอื่นขอแนะนำโซนข้างในก่อนละกัน ข้างในมีอาหารหลากหลายให้เราเลือก ทั้งเคาท์เตอร์ที่เป็นเมนูไปทางตะวันตก มีปูขน ปลาต่างๆ ซึ่งเคาท์เตอร์ฝั่งนี้จะเน้นไปทางการปรุงมากกว่า และขายเป็นเซ็ทค่ะ ถัดมาจะเป็นมุมไ​ฮไลท์ ใครที่อยากทานปลาดิบแบบพรีเมี่ยมหน่อย ต้องลองเข้ามาทานข้างในนะคะ เพราะที่ตลาดปลาไทเปนั้น ราคาถูกกว่าเมืองไทยประมาณนึงเลย โดยเฉพาะโอโทโร่ ที่มีให้เราเลือกหลากลายแบบ ราคาเริ่มต้นชิ้นละ TWD 170 สำหรับโอโทโร่ และ TWD 30 สำหรับแซลมอนซาเซมิ และยังมีซูชิอูนิคำโตๆ ทั้งหมดนี้เราหมดไป TWD 990 รวมน้ำชาแล้วค่ะ หรือถ้าใครไม่อยากทานซาเซมิ ที่ตลาดปลาไทเปยังมีบริการจัดอาหารเป็นเบนโตะให้เลือกด้วยนะ ราคาไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับขนาดและคุณภาพแล้ว เรียกได้ว่า คุ้มมาก สำหรับการเดินทางมายังตลาดปลาไทเป หากมารถไฟสามารถลง MRT สถานี Zhongshan Junior High School แล้วต่อแท๊กซี่มานิดหน่อย หรือว่าหากเริ่มต้นจาก Taipei Main Station ก็สามารถนั่งรถบัสสาย 49 ลงสถานี 2nd Fruit and Vegetable Market เดินต่ออีกนิดหน่อยก็ถึงตลาดปลาไทเปแล้วค่ะ 4.ตลาดกลางคืน ซื่อต้า ตลาดกลางคืนในไทเปอีกแห่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาดเด็ดขาด สำหรับตลาด ซื่อด้า จะอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัย National Taiwan Normal University ทำให้สินค้าของตลาดแห่งนี้เน้นไปทางแฟชั่นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าที่เรียงรายกันเต็มไปหมดแต่ส่วนมากราคาไม่แพง หรือจะร้านคาเฟ่น่ารักๆ ก็เยอะเช่นกัน แต่ก็ยังคงมีของอร่อยๆ ให้เราได้ตามไปกินเยอะเหมือนกัน ซึ่งตลาดซื่อด้าเขาจะแบ่งเป็นโซนซึ่งเดินง่ายมาก โซนเสื้อผ้า โซนอาหารเครื่องดื่มแบ่งออกชัดเจนใครหิวก็ไปอีกซอยใครอยากช้อปก็มาซอยนี้ประมาณนั้นเลย ตลาดซือด้าเป็ฯตลาดกลางคืนที่ไม่กว้างมาก ใช้เวลาไม่นานก็เดินทั่วแล้ว แต่ถ้าใครสายกินเราขอแนะนำว่า ให้เคลียร์ท้องให้ว่างก่อนมา เพราะร้านสตรีทฟู้ด อาหารไต้หวันของเขาก็มีให้เลือกกินไม่น้อยเลย การเดินทางมายังตลาดกลางคืนชือด้า นั่งรถไฟ MRT สายสีเขียว ลงสถานีTaipower Building Station ทางออก 3 แล้วเดินตรงไปเรื่อยๆ ประมาน 200 เมตร จะเจอซอยที่เต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย 5. ตลาดกลางคืน กงกวน อีกหนึ่งตลาดกลางคืนที่ไม่มาไม่ได้เด็ดขาดใกล้ๆ กับตลาดซื่อต้า ห่างกันแค่รถไฟฟ้าสถานีเดียวเอง เพราะเป็นตลาดที่ค่อนข้างใหญ่อีกแห่งหนึ่งของไทเป ตลาดกงกวน เป็นตลาดที่อยู่โซนมหาวิทยาลัย National Taiwan University ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของไต้หวัน ตลาดแห่งนี้โดดเด่นในเรื่องของรองเท้าผ้าใบแบรนด์ดังต่างๆ ซึ่งราคาไม่แพงคนไทยเลยชอบมากๆ ที่จะตามมาเช็คอินที่ตลาดกงกวน อีอกทั้งยังมีของกินมากมาย สตรีทฟู้ดเพียบ คาเฟ่ ร้านอาหารต่างๆ ก็เยอะ อย่างที่บอกไว้ที่ตลาดแห่งนี้อยู่ใกล้มาหวิทยาลัย สินค้าต่งๆ เลยค่อนข่างเป็นไปตามสไตล์ของนักศึกษา ใครอยากอัพเดทเทรนด์ไต้หวันมาที่ตลาดกงกวนได้เหมือนกัน วัยรุ่นเพียบ งานดีๆ ทั้งนั้นเลย การเดินทางมาตลาดกงกวนไม่อยากเลย รถไฟ MRT สายสีเขียว ลงสถานี Gongguan ทางออก 4 เจอตลาดเลย ใครที่มาเที่ยวไต้หวันไม่ต้องกังวลเรื่องของกินเลยค่ะ มีตลาดกลางคืนให้ไปเดินช้อป เดินชิมหลากหลายที่แบบนี้ สบายใจ สบายพุงได้เลย รูปภาพและข้อมูลบางส่วนจาก The Journey Moment
 5 ร้านกาแฟดานัง ตามไปเช็คอินได้รูปสวยแน่
พากิน
เวียดนาม
5 ร้านกาแฟดานัง ตามไปเช็คอินได้รูปสวยแน่
ไปเที่ยวเวียดนาม ถ้าจะให้ชิคต้องไปเที่ยวดานัง เพราะที่ดานังมีคาเฟ่สวยๆ เยอะเลย ล่าสุดเราไปเที่ยวดานังมาก็ไปเก็บร้านกาแฟคาเฟ่บรรยากาศดีๆ ตกแต่งสวยมาให้ แต่ละร้านขอบอกเลยว่า ชิคสุด มีมุมถ่ายรูปให้เลือกเยอะแยะ ฟันธงได้เลยว่า ใครตามเรามา 5 คาเฟ่ดานังต่อไปนี้จะต้องนั่งเฉยๆ ไม่ได้ ต้องหยิบกล้องถ่ายรูปกดชัตเตอร์รัวๆ แน่นอน และการไปเที่ยวดานังจะเที่ยวให้สนุกก็แนะนำว่าไปกับทัวร์เที่ยวสบาย จองทัวร์ดานังกับ ทัวร์ครับ ได้เลยเว็บไซต์ที่รวมแพคเก็จทัวร์ที่ดีที่สุดไว้ให้คุณมากมาย เตรียมกล้องให้พร้อมแล้วตามเรามาเลย ร้านคาเฟ่ในดานัง รออยู่ จองทัวร์ดานังกับ ทัวร์ครับ 5 คาเฟ่ในดานัง 1. Wonderlust Da Nang คาเฟ่ชื่อดังในตัวเมืองดานัง เมนูขึ้นชื่อมีหลายอย่างเลยค่ะ ทั้งเครื่องดื่มและขนม เครื่องดื่มที่ขึ้นชื่อสุดๆและทุกคนควรได้มาลิ้มลองนั้นก็คือเมนู ชานมอโลเวร่า นั้นเอง ตัวชาเขาหอม ละมุน รสติดหวานนิดหน่อยไม่มาก ร้าน Wonderlust นั้นหาไม่ยากเลยค่ะ อยู่ไม่ไกลจากโบสถ์สีชมพู เดินหากันได้ในระยะเพียงแค่ 500 เมตรเท่านั้น เปิดบริการทุกวัน : เวลา 07.30 - 23.00 น. พิกัดร้าน Wonderlust : แผนที่ 2. Ibasho coffee and hostel ร้านกาแฟดานัง ตกแต่งสวยที่ซ่อนตัวอยู่ในซอย ร้านสีขาวเล็กๆ ตกแต่งแบบสบายตา Ibsho Coffee and Hostel เป็นอีกร้านคาเฟ่ในดานังที่คิดว่าน่าจะได้ใจสายถ่ายรูปสุดๆไปเลย นอกจากนี้เครื่องดื่มเขาก็ยังดีอีกด้วย อ้อ มีกาแฟเวียดนาม ให้ลองชิมด้วยนะ ทางเราได้ลองสั่งลาเต้ร้อนไป ใช้ได้เลยแหละ นุ่มละมุนสุดๆ เปิดบริการทุกวัน : เวลา 07.00 - 22.00 น. พิกัดร้าน Ibsho Coffee and Hostel : แผนที่ 3. Ador Coffee คาเฟ่ดานังลับในหลืบที่แท้ทรู ใครจะมาปักหมุดไว้แล้วยังต้องสังเกตุทางเข้าร้านดีๆ เพราะทางเข้า Ador Coffee เล็กมากๆ แต่พอเข้ามาแล้วจะพบว่า มันดีมากค่ะคุณ ร้านร่มรื่นสุดๆ แถมมีมุมถ่ายรูปอีกได้แชะอีกเพียบ รอบนี้เราขอลองเปลี่ยนมาสั่งชาพีชบ้าง นอกจากนี้ร้านนี้ยังมีเมนู มะม่วงจิ้มเกลือ ด้วย เลยลองสั่งมาดู รสชาติไม่แย่ค่อนข้างไปทางอร่อยด้วย เปิดบริการทุกวัน : เวลา 06.00 - 22.00 น. พิกัดร้าน Ador Coffee : แผนที่ 4. Boulevard Gelato and Coffee ขอเปลี่ยนจากกาแฟในดานังมาเป็นร้านไอศครีมบ้างดีกว่า ร้านนี้เราบังเอิญไปเจอใน IG เลยลองตามรอยดูบ้าง ร้านหาไม่ยากเพราะอยู่ติดถนนเลย มาเยือนร้านนี้ต้องมาโดนไอศครีมโฮมเมด ที่ทางร้านทำเอง เราลองชิมรส Peanut Butter ไป มีความปลื้มส่วนตัว นอกจากนี้ร้านนี้ยังมีกาแฟเวียดนาม และเครื่องดื่มอื่นๆ ขายอีกด้วยนะ เปิดบริการทุกวัน : เวลา 07.30 - 22.00 น. พิกัดร้าน Boulevard Gelato and Coffee : แผนที่ 5.The Memory Danang สำหรับคนที่ชื่นชอบกาแฟจริงๆ แนะนำมาร้าน The Memory Danang เลยค่ะ ร้านอยู่ไม่ไกลจาก Khe Beach อยู่ด้านล่างโรงแรม The Memory กาแฟที่ร้านนี้เขาคัดสรรมาอย่างดี กาแฟหอมมาก โดยเฉพาะ กาแฟเวียดนาม แถมร้านตกแต่งอย่างมีสไตล์ ใครสายฮิปเตอร์ต้องถูกใจร้านนี้แน่นอน นอกจากกาแฟและเครื่องดื่มแล้ว ร้านนี้ยังมีครัวซองค์ขายด้วย เราลองทั้งไส้ครีมลาวาไข่เค็มและไส้ช็อกโกแลต อร่อยทั้ง 2 รสชาติเลยแหละ เปิดบริการทุกวัน : เวลา 08.00 - 22.00 น. พิกัดร้าน The Memory Danang : แผนที่ ดานัง นอกจากจะมีคาเฟ่ชิลๆ ให้เราได้ไปเป็น Cafe Hopper แล้ว ยังมีสถานที่อื่นๆอีกมากมายที่น่าสนใจ ที่สำคัญการเดินทางจากไปท่องเที่ยวที่เวียดนามก็ไม่ยากอีกด้วย ใช้เวลาการเดินทางเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงจากกรุงเทพมหานคร และที่สำคัญ ค่าครองชีพที่เวียดนามยังไม่แพงเกินไปอีกด้วย เราสามารถเที่ยวแบบกินหรูอยู่สบายในราคาไม่แพง ใช้เวลาเที่ยวน้อย ใครที่มีวันหยุดไม่เยอะลองมาเที่ยวที่ดานังดูนะคะ ใช้เวลาเพียง 2-3 วันก็ได้รับประสบการณ์ดีๆ กลับไปแล้วล่ะ จองทัวร์ดานังกับ ทัวร์ครับ