ทัวร์ครับพาเที่ยว
รวมเรื่องเที่ยวรอบโลก สาระน่ารู้ บทความรีวิว ท่องเที่ยวในต่างแดน
Merry Christmas !!  15 สถานที่เที่ยววันคริสต์มาส คริสต์มาสนี้เที่ยวไหนดีนะ
พาเที่ยว
ยุโรป
Merry Christmas !! 15 สถานที่เที่ยววันคริสต์มาส คริสต์มาสนี้เที่ยวไหนดีนะ
1.Lapland (Finland) พิกัด:Lapland คริสต์มาสเที่ยวไหนดี ? ถ้าพูดถึงเทศกาลคริสต์มาสต้องนึกถึงที่นี่เลยกับประเทศฟินแลนด์ ที่ถูกขนานนามว่าเป็นดินแดนมหัศจรรย์มีความเชื่อกันว่ามี ซานตาคลอส ตัวจริงอาศัยอยู่ที่เมืองRovaniemiในแลปแลนด์ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นแหล่งดึงดูดเหล่านักท่องเที่ยวให้เดินไปพบเขาและยังสามารถช่วยแจกของในเทศกาลคริสต์มาสหรืออาจจะอยากทำให้ความฝันในวัยเยาว์เป็นจริงขึ้นมาก็ได้นั่นก็คือไปขอของขวัญจากคุณลุงซานตาคลอส ที่นี่จะมีผู้คนมากมายต่างเฝ้ารอการมาของซานต้าอยู่หน้าบ้านเป็นจำนวนมากในวันเทศกาล หรืออีกทางเลือกหนึ่งให้ไปที่ เมืองKuusamoเป็นอีกทางเลือกนึงสำหรับคนที่ไม่ชอบเบียดเสียดผู้คน และต้องการสัมผัสกับความหนาวยะเยือกของหิมะแต่กลับอบอุ่นด้วยเตาผิงอันน้อยในค่ำคืนแห่งความสุข 2. Nuremberg (Germany) พิกัด:Nuremberg ในเทศกาลคริสมาสต์ มีอยู่เมืองนึงที่ถูกขานนามว่าเป็นเมืองคริสมาสต์หมายเลข 1 แห่งประเทศเยอรมนีนั้นคือ นูเรมเบิร์กซึ่งทุกปีผู้คนจำนวนมากพากันออกมาจับจ่ายซื้อของ เพื่อเฉลิมฉลอง ไฮไลท์ คือตลาดคริสต์มาส ที่หอมอบอวลไปด้วยกลิ่นอบเชย เหล้าองุ่น อัลมอนด์คั่ว และไส้กรอกสูตรเฉพาะหรือจะเป็นบ้านVolfsheraซึ่งจะจัดแสดงนิทรรศการประวัติศาสตร์ของวันคริสต์มาสโดยแต่ละปีจะนำเสนอเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับเทศกาลเฉลิมฉลองของคริสต์มาส เหมาะสำหรับใครที่ไม่ชอบความพลุกพล่านก็สามารถมาหาความสงบได้ หรือจะเป็นที่ Dresden ก็สวยไม่แพ้กันที่นี่รวมความแตกต่างของตลาดคริสมาสต์ มาเข้าด้วยกันมีทั้งเสียงดนตรีและเสียงการเฉลิมฉลองทำให้รู้สึกเข้าถึงบรรยากาศเทศกาลคริสมาสต์ 3. Vienna (Austria) พิกัด:Vienna เวียนนาเป็นอีกหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดในยุโรปสำหรับเทศกาลคริสมาสต์ ตั้งอยู่ในประเทศออสเตรเลีย เป็นเมืองที่น่าตื่นตาตื่นใจกับประวัติศาสตร์อันยาวนาน ในจัตุรัสใจกลางกรุงเวียนนาจะกลายเป็นตลาดคริสมาสต์ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศที่คึกคักและมีกลิ่นอายของความดั้งเดิม เทศกาลคริสมาสต์ในกรุงเวียนนาเปรียบเสมือนเวทมนต์ที่เกิดขึ้นครั้งเดียวในหนึ่งปี มีการตกแต่งเต็มไปด้วยต้นเคริสมาสต์ ของขวัญคริสมาสต์ เครื่องดื่ม ขนม ครัวซอง และยังมีกิจกรรมต่างๆ ที่ชวนให้เด็กสนุกสนาน หากยังไม่รู้ว่าคริสต์มาสเที่ยวไหนดี ที่เวียนนาเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ควรมาเยือนด้วยตัวเองสักครั้งในชีวิต 4. Rome (Italy) พิกัด:Rome กรุงโรมคงไม่มีใครไม่รู้จักที่ตั้งอยู่ในประเทศอิตาลี ที่มีความโดดเด่นด้านประวิติศาสตร์แต่ยังมีอีกสีสันนึงเป็นสีสันแห่งคริสต์มาสจึงกลายเป็นความสวยงามของนานาต้นไม้ อย่าง ต้นส้ม ไซปรัส และปาล์ม แน่นอนว่าประเทศอิตาลีเป็นประเทศที่คุ้นเคยกับหิมะกันแทบทุกฤดูกาล ทำให้คนกรุงโรมไม่ตื่นเต้นกับหิมะ แต่ครึกครื้นกับสีสันพันธุ์ไม้เพื่อเฉลิมฉลองวันสุดพิเศษในเทศกาลคริสต์มาส ทั่วเมืองจะอบอวลด้วยเทศกาลขนมอันหลากหลาย ต้นคริสต์มาสยักษ์ใจกลางเมืองที่จะมอบให้นครรัฐวาติกันนั้นก็ได้รับของขวัญประดับประดาจากนานาประเทศ ยิ่งทำให้เทศกาลคริสต์มาสในกรุงโรมกลายเป็นปลายทางของเหล่านักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก 5. London (English) พิกัด:London กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ก็เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายของเหล่านักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวต้อนรับเทศการลคริสต์มาส เป็นเมืองที่สามารถพบกับซานตาครอสได้ทุกสถานที่ มีการประดับประดาไฟสวยงาม มีต้นคริสต์มาสเกือบทุกสถานที่สำคัญในกรุงลอนดอนไม่ว่าจะเป็น Oxford street, Regent Street, Mayfair, Harrods ซึ่งไฟเริ่มเปิดตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายน หรือจะไปเดินชมไฟที่ London eye ลากยาวผ่าน Southbank ไปถึง Tate modern ข้ามไป St. Paul แถวๆ southbank จะมี Chrismas Market ให้ช๊อปปิ้งกัน หรือจะ Covent Garden ก็เป็นทางเลือกนึง และอย่าลืมไปเดินเล่น Winter Wonderland ที่ Hyde Park มีบรรยากาศอากาศเย็นๆ พร้อมดื่ม Mulled wine แล้วไปเล่น ice skating ก็ทำให้คุณรู้สึกเข้าเทศกาลคริสต์มาสกันแบบฟินๆ คริสต์มาสไม่รู้เที่ยวไหนดีลอนดอนก็เป็นอีกที่หนึ่งที่ทัวร์ครับแนะนำ ! 6. ICONSIAM (Thailand) พิกัด:ICONSIAM คริสต์มาส เที่ยวไหนดี กลับมาที่บ้านเรากันบ้างอย่าง ICONSIAM ที่เที่ยวแห่งใหม่ ตั้งอยู่ถนนเจริญนคร กรุงเทพ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทาง ICONSIAM จัดงาน “ICONSIAM Presents Bangkok Illumination 2019” มหัศจรรย์ประดับประดาแสงไฟและขบวนต้นคริสต์มาสเอกลักษณ์ไทยยาวที่สุดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ร่วมเฉลิมฉลองบรรยากาศแห่งความสุขต้อนรับเทศกาลคริสต์มาสและต้อนรับปีใหม่ยิ่งใหญ่ตระการตา อีกทั้งด้านในเราจะได้พบกับขบวนต้นคริสต์มาสที่ยาวที่สุด ความยาวกว่า 400 เมตร ตกแต่งประดับไฟสุดตระการตา แน่นอนว่าอยากได้มุมสวยทางเราแนะนำว่าให้ขึ้นลิฟต์ไปชั้น 3 และ 4 บริเวณร้านTrue Branding Shop บอกเลยว่าจากมุมนี้ จะสามารถมองเห็นไฟ และโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างสวยงาม ใครๆ ที่ไม่อยากเดินทางไปยังต่างประเทศ ก็ขอแนะนำ ICONSIAM ก็เป็นอีกทางเลือกนึงที่จะมาเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาส ถึงจะไม่ได้มีหิมะเหมือนใครเขา แต่แน่นอนว่าความอลังการเราไม่แพ้ที่ไหนๆ Facebook: https://www.facebook.com/ICONSIAM 7. Granada (Spain) พิกัด:Granada สถานที่ท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในช่วงคริสต์มาสของประเทศสเปน คงหนีไม่พ้นเมืองกรานาดาที่เหล่านักท่องเที่ยวต่างพากันมาสัมผัสความงดงามของหิมะที่ปกคลุมยอดเขาSierra Nevada ซึ่งสถานที่นี้ถือเป็นสุดยอดของการเล่นสกี นอกจากนี้ยังมีขบวนพาเหรดสุดแฟนตาซี และอีกสถานที่ที่เป็นไฮไลท์ของเมืองกรานาดาคือ พระราชวังAlhambraที่มีความงดงามคงความเป็นเอกลักษณ์ของประเทศสเปน ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาเซียรา เนวาดาถ้าใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ของสกีแล้วล่ะก็เราขอแนะนำเมืองนี้เลย 8. New York (USA) พิกัด:New York ใครๆ ก็คงอยากไป นิวยอร์ค ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส ที่เต็มไปด้วยแหล่งช้อปปิ้งที่ไม่มีสิ้นสุดอย่าง Fifth Avenue พร้อมกับบรรยากาศสีสันในช่วงเทศกาลกับต้นคริสต์มาสจำนวนมากภายในเมืองหรือจะเป็นการไปเล่นสกีน้ำแข็ง และสิ่งที่ไม่ควรพลาดอีกอย่างเลยก็คือชมสะพานบรูคลินพร้อมฟังเพลงประสานเสียงที่ไทม์แสควร์และเดินเล่นรอบเมืองที่ประดับประดาด้วยแสงสี สัญลักษณ์แห่งเทศกาลคริสต์มาสกิจกรรมแน่นขนาดนี้แน่นอนว่าคงไม่อยากพลาดเทศกาลคริสต์มาสที่นิวยอร์คกันล่ะสิ 9. Amsterdam (Netherlands) พิกัด:Amsterdam เมืองอัมสเตอร์ดัม ขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์รวมแห่งร้านกาแฟชื่อดัง มีความคลาสสิกผสมผสานระหว่างตรอกแคบและคลองอันแปลกตา ทำให้ได้บรรยากาศแบบ City of Angelsในช่วงเทศกาลคริสต์มาสมีการประดับประดาไฟสว่างไสวทั่วเมือง นักท่องเที่ยวจะได้พบกับ ซานตาคลอสต้นแบบ ซึ่งเป็นนักบุญแห่งฮอลแลนด์ และใครอยากจะขอพรให้สมปราถนา แนะนำให้มุ่งตรงไปที่พิพิธภัณฑ์ Amstelkringหรือโบสถ์แห่งความลับซึ่งตั้งอยู่ใจกลางย่านRed Light 10. Prague (Czech Republic) พิกัด:Prague กรุงปราก คงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ผู้คนนิยมมาในช่วงเทศกาลคริสต์มาส ว่ากันว่าในช่วงที่อบอุ่นที่สุดของฤดูหนาวปรากก็ยังคงมีหิมะตก แน่นอนว่าในยามค่ำคืนแสงของไฟที่ประดับอยู่ผสมผสานเข้ากับหิมะสีขาวให้ความสวยงามและบรรยากาศที่หนาว เหน็บซึ่งทุกแห่งหนจะมีเหล้าองุ่นขายเพื่อคลายอาการสั่น ผู้คนที่นี่นิยมประดับประดาต้นไม้ไว้ในถัง และร่วมกันบริจาคอุปกรณ์ตกแต่งให้กลายเป็น Bethlehem ดินแดนแห่งพระประสูติกาลขององค์พระเยซูคริสต์ 11. Oslo (Norway) พิกัด:Oslo ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส ใครที่ชื่นชอบหิมะคงหนีไม่พ้น ประเทศนอร์เวย์ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น ประเทศที่มีหิมะปกคลุมมากที่สุดในโลกถ้าอยากเห็นกับตาต้องไปสัมผัสและกระโดดสกีที่ Holmenkollen บนเขาออสโลสักครั้ง สามารถเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินไป หรือใครที่ชอบความคลาสสิกสามารถเดินทางด้วยกวางลากเลื่อนเป็นกลิ่นอายแบบคริสต์มาสจ๋าๆ และหวังว่าคงได้เจอกับซานตาครอสระหว่างทาง 12. Edinburgh (Scotland) พิกัด:Edinburgh เมืองเอดินบะระ ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งย้อนยุค แนะนำว่าใครที่ชื่นชอบให้มาฉลองเทศกาลคริสต์มาสที่เมืองเอดินบะระ เพื่อเข้าสู่ยุคกลาง ยุคแห่งประเพณีและวัฒนธรรมการเป่าปี่ ขับขานเพลงคริสต์มาสแบบดั้งเดิม พร้อมเพลิดเพลินกับเทศกาลอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการแสดงประสานเสียง โชว์คาบาเร่ต์ ขบวนแห่ยานไวกิ้ง และตระการตากับพลุสุดอลังการ ทำให้เมืองเอดินบะระ เป็นที่ชื่นชอบของเหล่านักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก 13. Paris (France) พิกัด:Paris แน่นอนว่าไม่มีทีไหนที่สามารถจะสู้ความเก๋ เลิศ หรู ไปกว่ากรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสได้อีกแล้ว ยิ่งช่วงฤดูหนาวของทุกปีก็จะมีการประดับประดาไฟตามสถานที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นหอคอยไอเฟล พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์หรือตามร้านค้าต่างๆ ที่ไม่ควรพลาดเลยคือต้นคริสต์มาสที่มีความสูง 27 เมตร ตั้งอยู่ ลาฟาแยตต์แกลอรี่ ซึ่งเป็นเป็นศูนย์การค้าชื่อดังของกรุงปารีส เอาล่ะได้เวลาสวมโค้ท ใส่บูทสูงแล้วไปสนุกกันแล้ว! 14. Stockholm (Sweden) พิกัด:Stockholm กรุงสตอกโฮลม์ ประเทศสวีเดน ตั้งอยู่แถบสแกนดิเนเวีย เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงด้านวัฒนธรรมพื้นเมืองและวัฒนธรรมร่วมสมัย รวมไปถึงเทศกาลคริสต์มาส กิจกรรมประจำปีนั่นก็คือช้อปปิ้งตามตลาดคริสต์มาสที่ตกแต่งอย่างพลิ้วไหวไปตามเทศกาล แน่นอนว่าบรรยากาศที่กรุงสตอกโฮลม์ มีความหนาวเหน็บ เมื่อเดินทางมาถึงขอแนะนำให้คุณนั่งจิบไวน์พร้อมขนมรสขิงอันเลื่องชื่อของที่นี่ซะก่อน 15. Tokyo (Japan) พิกัด:Tokyo มาถึงประเทศญี่ปุ่น ที่ขาดไม่ได้เลยคือความโดดเด่นเรื่องการจัดไฟที่สวยงามอย่างมากไม่ว่าจะเป็น Caretta Shiodome ที่จัดมาต่อเนื่องเป็นเวลาสิบกว่าปีแล้ว, ถนน Keyakizaka, Tokyo Disneyland, และอีกหลากสถานที่ทั่วญี่ปุ่น หรือจะเป็น Nabana no Sato Winter Illumination หนึ่งในเทศกาลแสงสีที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีตลาดคริสต์มาส มีกลิ่นอายแบบยุโรป ไม่ว่าจะสถาปัตยกรรมของตัวร้านค้า ประเภทของสินค้าที่วางจำหน่าย รวมถึงศิลปะการตกแต่ง ตลาดคริสมาสต์ที่มีชื่อเสียงมากคือ “Tokyo Christmas Market” จัดขึ้นที่สวน Hibiya Park แน่นอนว่าดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่างมากสำหรับเทศกาลคริสต์มาสในประเทศญี่ปุ่น 15 ที่เที่ยวในเทศกาลคริสต์มาสที่กำลังจะมาถึง เป็นยังไงกันบ้างครับเพื่อนๆ ใครมีแพลนไปไหนกันบ้างแล้วชูมือหน่อย วันหยุดยาวทั้งทีไม่เที่ยวล่ะก็เสียดายแย่ แต่ถ้ายังคิดไม่ออกว่าจะไปไหนดีมาจดลิสต์จาก Tourkrub ได้เลยเพราะเรามีสถานที่สวยๆ มาแนะนำเพื่อนๆ แน่นอน! ขอให้เทศกาลคริสต์มาสนี้มีความสุขกันทุกคนนะครับ อ่านต่อ Happy New Year ปีใหม่นี้ เที่ยวประเทศไหนดีนะ ? เที่ยวญี่ปุ่นปีใหม่ไฉไลกว่าเดิม ! 10 กิจกรรมเที่ยวญี่ปุ่นช่วงปีใหม่
เที่ยวญี่ปุ่น กิน เล่น ช้อป ครบจบที่โอซาก้า
พาเที่ยว
ญี่ปุ่น
เที่ยวญี่ปุ่น กิน เล่น ช้อป ครบจบที่โอซาก้า
เข้าช่วงปลายปีแล้ว ใครกำลังมีแพลนไปเที่ยวโอซาก้า ทางเราก็อยากจะแนะนำที่เที่ยว ที่กิน ที่ช้อป เผื่อได้เป็นไอเดีย ให้ใครหลายๆ คนได้ไปตามกัน ถึงแม้ว่าอาจจะรู้อยู่แล้วว่า ที่เที่ยวโอซาก้ามีที่ไหนบ้าง แต่ในฐานะที่คนไปมาแล้ว เลยอยากจะมาแชร์ร้านเด็ด ที่เที่ยวโอซาก้าเด็ด ที่เราว่าห้ามพลาดย้ำกันอีกสักครั้งค่ะ โดยเฉพาะใครสนใจของกินที่เมืองโอซาก้าเป็นพิเศษ ก็สามารถไปดู พาชี้เป้าร้านเด็ด ของกินโอซาก้าฉบับ 2019 ของเราได้ แต่ถ้าใครอยากดูที่เที่ยวเล่น ไอเดียที่ช้อปด้วยก็มาดูคร่าวๆ ได้เลย แต่ถ้าใครไม่สะดวกเที่ยวโอซาก้าเอง ไม่มีเวลาวางแพลนเที่ยว เราก็ขอแนะนำให้ จองทัวร์โอซาก้า กับ ทัวร์ครับ(Tourkrub) ได้เลย เว็บไซต์ที่รวมทัวร์เที่ยวต่างประเทศไว้มากมาย จองทัวร์ครบ จบที่ทัวร์ครับ จองทัวร์โอซาก้า กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) https://tourkrub.co/japan-tour/osaka ร้านอาหารเด็ดๆ โอซาก้า Mizuno ร้านแรกที่เราจะมาแนะนำ เรียกได้ว่าเป็นร้านดังอยู่แล้วค่ะ โอโคโนมิยากิต้นตำรับในโดทงโบริ! ซึ่งมิซุโนะ เนี่ยเป็นร้านที่ได้มิชลิน 1 ดาว หรือ 2 ดาวด้วยในปี 2016 กับ 2017 ตามลำดับค่ะ และบางคนต้องต่อคิวทานยาวมากกกก เพราะอร่อย หรือที่นั่งในร้านน้อยก็ไม่รู้ พอได้คิว เราก็จะได้ไปนั่งหน้าเค้าท์เตอร์แบบนี้เลยค่ะ ที่นั่งเลยมีไม่เยอะ ส่วนมาสองคนก็ต้องสั่งกันคนละอย่างนะ เพราะฉะนั้น เตรียมท้องมาเลยค่ะ โดยเมนูที่แนะนำก็ตามเมนูของร้านเลยจ้า อร่อยจริง ยืนยัน ร้านนี้ถือเป็นร้านห้ามพลาด ที่จะต้องแวะไปให้ได้นะคะ พิกัด: สถานี Namba >> Google Map Beef Cutlet Takeru Nipponbashi สำหรับสายเนื้อคือไม่อยากให้พลาดร้านนี้ คือต้องมามากๆๆๆ ร้าน Beef Cutlet Takeru Nipponbashi คือ ร้านเนื้อทอดย่างนุ่มๆ ที่ไม่มีความคาว มีแต่ความอร่อย แถมราคาคุ้มค่า นี่คือร้านเด็ดที่ห้ามพลาดค่ะ โดยพอเข้ามาในร้านอาจจะเข้าไปขอดูเมนูก่อนค่ะ แต่อย่างไรก็ดี เค้าก็จะให้กดตู้สั่งนะคะ โดยที่เราสั่งเป็นไซส์ S กำลังพอดีสำหรับผู้หญิงอยู่ค่ะ แต่เค้ามีแบบ Regular และไซส์ที่ใหญ่กว่านี้ โดยร้านปิดสี่ทุ่ม ความพิเศษของร้านนี้คือ เนื้อทอดที่ทำมาไม่สุกค่ะ เค้าจะมีเตาให้เราย่างเองว่าจะกินเท่าไหน ยังไง พร้อมเครื่องจิ้มให้เลือกเยอะมาก เราชอบจิ้มที่เป็นผสมมัสตาร์ด แล้วก็กระเทียมเจียวโถนี้ คือเด็ดสุดๆ พิกัด: ร้านเดินไม่ไกลจาก สถานี Namba Nankai South Exit >> Google Map ที่เที่ยวสุดสนุกโอซาก้า Universal Studios Japan แน่นอนว่าใครมาโอซาก้าไม่มาที่สวนสนุกยูนิเวอร์แซล ก็คงบอกได้คำดียวว่าพลาดค่ะ ซึ่งการจะมาเที่ยวที่นี่ ทางเราแนะนำให้ซื้อตั๋วมาล่วงหน้านะคะ เพราะว่าการต่อคิวที่นี่ แค่เครื่องเล่นก็ยาวแล้ว จะซื้อตั๋วอีกก็เสียเวลา ซื้อมาก่อนเลยค่ะ พอมาถึงจะได้ไปยังจุดที่เราต้องการเลย ทีนี้เมื่อมาถึงอย่าลืมถ่ายรูปเช็คอินที่ลูกโลกยูนิเวอร์แซลนะ ซึ่งเมื่อมาถึง ยูนิเวอร์ แซล สตูดิโอ โอซาก้าที่พลาดไม่ได้ก็คือการมายังโซน The Wizarding World of Harry Potter ค่ะ แน่นอนว่ามาที่นี่ก็เหมือนได้หลุดออกไปเหมือนอยู่ในโลกแฮรี่เลย บอกเลยว่าใครอินอยู่แล้วคงชอบมากๆ และเครื่องเล่นที่เราขอแนะนำของที่นี่ก็คือ Harry Potter and the Forbidden Journey โดยคิวยาวแน่นอนค่ะ แต่คิวยาวแค่ไหน บอกเลยว่ายังไงก็ต้องเล่น โดนพิกัดของเครื่องเล่นนี้อยู่ในปราสาท นอกเหนือจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่ห้ามพลาดก็คือ การชิมบัตเตอร์เบียร์ (Butterbeer) โดยเข้าก็มีให้เลือกทั้งแบบแก้วที่เก็บได้ กับแก้วพลาสติก รสหวานมาก แต่ก็ลองเนอะ อีกสิ่งหนึ่งที่คนมาเที่ยวที่นี่ต้องื้อก็พวกที่คาดผม หมวกต่างๆ อ่ะเนอะ เมื่อเข้ามาแล้วก็เหหมือนเราย้อนกลับมาเป็นเด็ก ได้ฟีลเที่ยวสวนสนุกงี้ แถมก็เป็นของที่ระลึกให้เรานึกถึงอีกด้วยค่ะ ส่วนเครื่องเล่นอื่นๆ ที่เราอยากให้ลองอีกก็ ได้แก่ The Flying Dinosaur และ The Amazing Adventures of Spider-Man ค่ะ ซึ่งบอกเลยว่า ใช้เวลาที่นี่ทั้งวันแน่นอน Osaka Castle เรียกได้ว่าเป็นแลนด์มาร์กอันหนึ่งของเมืองโอซาก้าค่ะ แต่ว่าที่นี่อ่ะไม่ได้ติดรถไฟฟ้าเลยทีเดียวนะเห็นแบบนี้ ใช้เวลาเดินมากอยู่ แต่ที่นี่ใครเดินไม่ไหวเราแนะนำให้เก็บแรงไว้ก่อน แล้วเลือกที่จะจ่ายเงินขึ้นรถรางค่ะ เพราะว่าเมื่อไปถึงปราสาททางทั้งชัน ในปราสาทยังต้องขึ้นบันไดไปหลายชั้นเลย ความยิ่งใหญ่อลังการของตัวปราสาทนี้มีถึง 8 ชั้น ห้อมล้อมด้วยกำแพงหิน คูน้ำ ไปจนถึงสวนนิชิโนมารุ (Nishinomaru Garden) ครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่มากๆ มีมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูปเยอะเลยค่ะ ซึ่งเราว่าเวลาที่เหมาะแก่การไปที่นี่ คือ ช่วงฤดูใบไม้ผลิที่มีต้นซากุระ รับรองว่าช่วงนี้แหละสวยกว่าช่วงอื่นๆ ค่ะ ที่ช้อปโอซาก้า หลายๆ คนคงรู้อยู่แล้ว ว่าที่ช้อปโอซาก้า ก็คือย่านโดทงโบริ เพราะรวมไว้ทั้งของกินเด็ดๆ ของช้อปขึ้นชื่อ ก็คือที่นี่ครบ หลายๆ คนก็คงก็เลือกพักในย่านนี้เช่นกัน ซึ่งใครมาก็ต้องมาถ่ายรูปกับป้ายกูลิโกะยักษ์ แต่จริงๆ แล้วนอกเหนือจากย่านนี้ เราว่าใกล้ๆ กันก็มีย่านเด็ดๆ ที่หลายๆ คนอาจจะชอบก็ได้ค่ะ โดยเค้าบอกว่า ที่นี่มี Orange Street เป็นย่านฮิปสเตอร์ของโอซาก้า Orange Street ถนนแห่งนี้ตั้งอยู่ระหว่างย่านนัมบะ (Namba) กับชินไซบาชิ (Shinsaibashi) สามารถเดินไปได้ค่ะชิลๆ ซึ่งพอเดินเข้าไป ก็จะมีร้านค้าแฟชั่น คาเฟ่ เรียงราย มีความเก๋ มีความชิลล์ อารมณ์เหมือนอารีย์บ้านเรา ตามรูปเลยค่ะ โดยวัยรุ่นโอซาก้าก็เลือกที่จะมาพักผ่อนที่นี่เยอะอยู่ เพราะมีร้านกาแฟชิลๆ ฮิปๆ หลายร้านเลย แถมร้านแฟชั่นก็เก๋ ไม่เหมือนที่ไหน อ่อออ ร้านแบรนด์เนมมือสอง ก็สามารถมาดูได้ที่นี่ด้วยนะคะ เริ่ดมาก Rinku Town แต่ถ้าใครชอบช้อปเยอะๆ แบรนด์จัดเต็ม รองเท้าผ้าใบแบรนด์ลดราคาสไตล์ Outlet มาที่นี่เลยค่ะ ก่อนกลับไปยังสนามบิน เพราะที่นี่ตั้งอยู่ห่างจากสนามบินแค่สถานีเดียว Rinku Premium Outlets เอาท์เล็ตที่รวมร้านค้าต่างๆ จำนวน 210 ร้านค้าไว้ นอกจากมีร้านแบรนด์เนมแล้วก็ยังมีร้านอาหาร ร้านตกแต่งบ้าน และชิงช้าสวรรค์เป็นจุดเด่นค่ะ โดยบอกเลยว่า ใครมาเที่ยวที่นี่ต้องได้เสียเงินมีของกลับไปเยอะแน่นอน ที่เที่ยวโอซาก้าที่เราบอกไปคือ เป็นเพียงบางส่วนที่เราไปเที่ยวโอซาก้ามาเท่านั้น ทุกที่คือ พิกัดที่ไม่อยากให้พลาดสำหรับใครไม่อยากวางแผนเที่ยวให้เหนื่อยก็ลองมาใช้บริการของทัวร์ครับ เริ่ดเว่อร์ แค่ตามไปเที่ยว ถูกใจทริปไหนก็จัด สะดวก ไม่ต้องคอยวางแผนซื้อตั๋วนั่นนี่ให้เสียเวลา หรืออยากได้ไอเดียเที่ยวโอซาก้าเพิ่มเติม เข้าไปดูได้เลยที่นี่
เที่ยวนอร์เวย์ - 5 ตำแหน่งล่าแสงเหนือนอร์เวย์ ต้องเปย์แล้วแหละ
พาเที่ยว
นอร์เวย์
เที่ยวนอร์เวย์ - 5 ตำแหน่งล่าแสงเหนือนอร์เวย์ ต้องเปย์แล้วแหละ
ถ้าพูดถึงแสงเหนือแล้ว จุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวต่างอยากไปตามล่าหาแสงเหนือนั้นก็คือประเทศนอร์เวย์ด้วยภูมิประเทศอยู่ในจุดที่สามารถเจอกับปรากฏการณ์นี้ได้ง่ายๆ ประเทศนอร์เวย์จึงหลายเป็นประเทศที่หลายๆคนใฝ่ฝันที่จะได้มาชมแสงเหนือด้วยตัวเองดูซักครั้ง แต่ทุกคนก็คงอยากจะทราบว่า จุดไหนบ้างในประเทศนอร์เวย์ ที่เป็นจุดที่ชมแสงเหนือได้สวยที่สุด วันนี้ทัวร์ครับ (Tourkrub) ได้รวบรวมมาให้แล้ว จองทัวร์นอร์เวย์ กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) 1.Lofoten Island เกาะ Lofoten เป็นจุดที่เรียกได้ว่าเป็นจุดชมแสงเหนือที่สวยที่สุดในประเทศนอร์เวย์เลยค่ะ เกาะ Lofoten อยู่ทางตอนเหนือของนอร์เวย์ ซึ่งที่เกาะ Lofoten นั้นเราสามารถมองเห็นแสงเหนือในมุมที่สะท้อสจากทะเลได้ดลยนะ เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่สวยไม่แพ้กันเลยค่ะ นอกจาะนี้ที่เกาะ Lofoten นั้นยังมีหมู่บ้านชาวประมงเล้กๆที่พวกเขายังคงอาศัยกันอยู่ ซึ่งเจ้าหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆนี่แหละ ที่เป็นมุมขวัญใจข่างภาพทั่วโลกที่อยากจะถ่ายรูปหมู่บ้านนี้กับแสงเหนือดูซักครั้ง 2.Tromso ที่ Tromso เป็นเมืองที่เหมาะแก่การดูแสงหนือในช่วงฤดูร้อนค่ะ และที่สำคัญคือ Tromso เป็นเมืองที่ค่อนข้างใหญ่ มีครบทุกอย่างเลย ถ้าใครที่ไม่อยากคิดอะไรมากมายกับการมาตามหาแสงเหนือ ที่ Tromso มีบริษัททัวร์เยอะแยะมากมายให้บริการสำหรับการไปตามหาแสงเหนือ นอกจากนี้ยังมีพวกกิจกรรมชมฟาร์มกวางเรนเดียร์ หรือว่าซื้อทัวร์สุนัขลากรถเลื่อนก็ได้นะ สำหรับช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการที่จะมาตามหาแสงเหนือที่ Tromso นั่นก็คือช่วงเกือน กันยายน - เมษายนค่ะ อ้อ แต่ถ้าใครเป็นสายถ่ายรูปละก็ การซื้อทัวร์ที่ Tromso อาจจะไม่เหมาะกับคุณเท่าไหร่ 3. Lyngenfjord Lyngenfjord เป็นอีกที่ ที่มีชื่อเสียงในการมารอชมแสงเหนือ เมือง Lyngenfjord อยู่ระหว่าง Tromso กับ Alta ค่ะ ที่เมือง Lyngenfjord ในช่วงกลางคืนท้องฟ้าจะปลอดโปร่งมาก เรียกได้ว่าบรรยากาศเป็นใจให้ไปตามหาแสงเหนือสุดๆ ทำให้ที่ Lyngenfjord เป็นเมืองที่ช่างภาพไปตามเก็บภาพแสงเหนือมากที่สุดอีกด้วย ที่สำคัญเมือง Lyngenfjord เดินทางจาก Tromso ไม่ยากเลยค่ะ นั่งรถเพียงแปปเดียวเท่านั้น แต่ถ้าจะให้ดี แนะนำให้มาพักที่ Lyngenfjord ดูสักคืนเพื่อเตรียมตัวรอคอยชมแสงเหนือดีกว่า 4.Alta Alta ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งแสงเหนือของนอร์เวย์เลยก็ว่าได้ เพราะที่นี่อยู่ห่างจาก Artic Circle เพียงแค่ 375 กิโลเมตรเท่านั้นเองค่ะ และที่ Alta ก็เป็นหมู่บ้านเล็กๆ แต่ไม่ต้องกังวลไปนะเพราะเหตุผลทีทุกคนเดินทางไปยัง Alta เพราะต้องการจะไปรอชมแสงเหนือนี่แหละ นอกจากจะเป็นจุดหมายหลักในการเดินทางไปชมแสงเหนือแล้ว ที่ Alta เองยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO ด้วยนะ 5.Svalbard ถ้าใครอยากดูแสงเหนือตลอดทั้งวันละก็ ต้องมาที่ Svalbard เลยค่ะ Svalbard เป็นชื่อหมู่เกาะที่อยู่ระหว่างนอร์เวย์และขั้วโลกเหนือ เป็นแห่งเดียวที่คุณจะสามารถชมแสงเหนือได้ตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะในช่วงเดือนเดือนพฤศจิกายน ยาวไปจนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ค่ะ นอกจากการได้มาชมแสงเหนือแล้ว ที่ Svalbard ยังมีกิจกรรมอื่นๆอีกด้วยเช่นการนั่งรถสุนัขลากเลื่อน หรือเล่นสกี ก็สามารถทำได้ที่ Svalbard ได้เช่นกัน นอร์เวย์เป็นประเทศที่สวยงามมากๆ นอกจากจะเป็นประเทศที่เราอยากจะมาตามหาแสงเหนือแล้ว ประเทศนอร์เวย์ยังมีอีกหลายๆเมืองรอให้เราไปเยือนเช่นกัน ใครที่มีแพลนอยากไปตะลุยนอร์เวย์ ทัวร์ครับเองก็มีโปรแกรมทัวร์ที่เหมาะกับคุณเช่นกัน
5 สถานที่เที่ยวเสริมแต้มบุญ กับศาลเจ้าชื่อดังในญี่ปุ่น
พาเที่ยว
ญี่ปุ่น
5 สถานที่เที่ยวเสริมแต้มบุญ กับศาลเจ้าชื่อดังในญี่ปุ่น
ประเทศญี่ปุ่นนี่มีของขึ้นชื่อเยอะแยะไปหมดเลยนะครับ ทั้งเรื่องของสถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น ทั้งเรื่องของขนมของฝาก เสื้อผ้า แฟชั่น และที่หลงลืมไปไม่ได้เลยก็คือ เรื่องของวัดวาอารามและศาลเจ้าต่างๆ ที่มอบปาฏิหาริย์ให้ใครหลายคนมานักต่อนักแล้ว วันนี้เราจะพาไปชมกันเองว่าศาลเจ้าญี่ปุ่นที่สวยๆ ขลังๆ และเพิ่มแต้มบุญให้เราได้แบบเห็นผลทันตาจะมีอะไรบ้าง ใครที่อยากสมหวังในเรื่องไหน ทั้งความรัก การเรียน หน้าที่การงาน ความสำเร็จ ความมั่งคั่งร่ำรวย หรือเรื่องสุขภาพต่างๆ ก็ไปจัดเต็มกันได้เลย 1. ศาลเจ้าคอนโนฮาจิมังกู (Konnoh Hachimangu Shrine) พิกัด : Konnoh Hachimangu Shrine สำหรับที่แรกนี้เชื่อว่าเวลามาญี่ปุ่นหลายๆ คนก็มักจะเที่ยวที่ชิบูย่ากันอยู่แล้วใช่มั้ยล่ะ เราเลยเอาศาลเจ้าในเมืองนี้มาฝากกันที่เค้าว่ากันว่าให้พร ให้โชคได้ดีมากจริงๆ ซึ่งศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นตามรูปแบบสถาปัตยกรรมของศาลเจ้าชินโต ดูได้จากความเรียบง่าย มีมุมสงบ เอาไว้หลบหนีความวุ่นวายมาทำใจให้ผ่อนคลาย เตรียมรับทรัพย์ด้านการเงิน และเจริญรุ่งเรืองได้เลย เพราะเค้าว่ากันว่าศาลเจ้านี้ให้โชคลาภดีมากเลยล่ะ cr.welcome2.tokyo 2. ศาลเจ้ามิคาเนะ (Mikane Shrine) พิกัด : Mikane shrine ที่เที่ยวญี่ปุ่นนี้เป็นศาลเจ้าเล็กๆ ในเมืองเกียวโตที่หลายคนอาจจะไม่เคยรู้จักนะครับ แต่บอกเลยว่าเรื่องของความขลังเนี่ยที่นี่ไม่แพ้ใคร เป็นเทพเจ้าแห่งเงินทองที่คนญี่ปุ่นนับถืออย่างมากเลย สิ่งที่สะดุดตามากๆ ของศาลเจ้าแห่งนี้คือ ประตูโทริอิสีทองตรงทางเข้าที่เห็นมาแต่ไกลนี่แหละ ซึ่งนอกจากเราจะชำระล้างจิตใจและร่างกายแล้ว ยังมีจุดให้เราชำระล้างเหรียญเงินของเราให้บริสุทธิ์และเก็บไว้เป็นที่ระลึก เพื่อใช้เป็นเครื่องรางนำโชคได้อีกด้วย อย่าเผลอไปใช้กันล่ะ cr.airbnb.com 3. ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ (Fushimi Inari Taisha) พิกัด : fushimi inari shrine นี่ก็เป็นอีกหนึ่งวัดใหญ่ที่ทั้งคนญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวต่างแวะเวียนไหลมาเยี่ยมเยียนกันตลอดเวลา ซึ่งบางคนอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตากันดีนะครับ เพราะวัดนี้เคยใช้เป็นโลเคชั่นสำหรับถ่ายทำเรื่อง Memoir of Geisha ด้วย โดยความขลังของวัดแห่งนี้คือ มีความเชื่อว่าเป็นที่สิงสถิตของเทพเจ้าแห่งข้าว และเทพเจ้าหมาจิ้งจอกที่เป็นทูตสวรรค์ ซึ่งจะคอยทำหน้าที่ส่งข่าวสารจากสวรรค์สู่โลกมนุษย์ นี่แหละจึงเป็นเหตุให้ใครหลายคนมาขอพรให้สมหวังในเรื่องที่ต้องการ เพราะเผื่อว่าเทพเจ้าจิ้งจอกจะได้ยิน และนำกลับไปรายงานเบื้องบนให้เป็นจริง 4. ศาลเจ้าเมจิ (Meiji Shrine) พิกัด : meiji shrine ที่เที่ยวญี่ปุ่นที่จะช่วยเนรมิตความต้องการให้เป็นจริงได้อีกที่หนึ่งก็คือศาลเจ้านี้นี่แหละ เป็นศาลเจ้าที่อยู่ใกล้กับสถานีฮาราจูกุ ที่มีอายุอานามมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1920 นู้นเลย ซึ่งภายในนั้นมีบรรยากาศที่ร่มรื่น มีอากาศบริสุทธิ์ช่วยให้จิตใจสงบแจ่มใส เป็นศาลเจ้าที่ได้รับความนิยมมาก มีคนมาสวดมนต์ขอพรมากที่สุดในช่วงปีใหม่ และมีบ่อน้ำ Kiyomasai ที่เป็นจุดกำเนิดความโชคดี เป็นที่ที่หลายๆ คนจะมาขอพรและมักจะสมหวังกลับไป 5. วัดคาวาซากิไดเซน (Kawasaki Daishi Temple) พิกัด : Kawasaki Daishi temple ที่สุดท้ายเป็นวัดที่อยู่คู่เมืองคาวาซากิมาช้านานและมีชื่อเสียงมากเลยล่ะ ช่วงพีคๆ นี่มีคนมาเยือนมากถึง 2.98 ล้านคนเลย ที่มีคนมาเยี่ยมชมกันล้นหลามก็เพราะตำนานความเชื่อที่เล่ากันว่า ถ้ามาขอพรไหว้พระที่วัดนี้จะได้รับความโชคดี การงานรุ่งเรือง สุขภาพแข็งแรงกลับไปกันทุกคน เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ปัดเป่าความชั่วร้ายทั้งปวงให้หมดไป แหม สรรพคุณดีขนาดนี้เป็นใครจะไม่อยากไปล่ะเนอะ จริงมั้ย ทั้ง 5 สถานที่ศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ก็จะช่วยเสริมกำลังใจให้เรากลับเมืองไทยได้แบบสดชื่น แจ่มใส สุขกาย สบายใจ และเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้เป็นอย่างดี อย่าลืมนะครับ ถ้าอยากจะมาเที่ยวญี่ปุ่นเนี่ย มาแบบทัวร์สนุกกว่า คุ้มค่ากว่า แถมเก็บสถานที่ท่องเที่ยว และได้เยี่ยมชมวัดดังๆ ได้มากกว่าด้วยนะ จองทัวร์ญี่ปุ่นกับ ทัวร์ครับ.คอม จะทำให้คุณตกหลุมรักจนไม่อยากกลับเลย
5 เทศกาลสุดน่าเที่ยวในอินเดีย Best of The Year ที่คุณห้ามพลาด!
พาเที่ยว
อินเดีย
5 เทศกาลสุดน่าเที่ยวในอินเดีย Best of The Year ที่คุณห้ามพลาด!
มีวันหยุดยาวอยู่ในมือแบบนี้เพื่อนๆ หลายคนก็คงแพลนหาที่เที่ยวได้แบบตลอดทั้งปี และสถานที่ที่ Tourkrub จะแนะนำกันวันนี้ก็คืออินเดียนี่แหละเหมาะอย่างยิ่งสำหรับสายลุยที่อยากจะเปิดใจพบเจออะไรใหม่ๆ ในชีวิต เพราะอินเดียเนี่ยบินลัดฟ้าใกล้มาก แถมยังมีเทศกาลต่างๆ ให้เราไปเปิดประสบการณ์เยอะสุดๆ ซึ่งเราจะพาไปดู 5 เทศกาลสุดน่าเที่ยวอินเดียกัน แต่ละอันบอกเลยว่าห้ามพลาด 1. เทศกาลศิลปะ Kala Ghoda พิกัด : mumbai เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวสายติสต์ที่ชื่นชอบในงานศิลปะ เพราะที่นี่เป็นเทศกาลที่ จัดในเมืองมุมไบ โดยจะเริ่มวันเสาร์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ จนถึงวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน ข้อดีคือ จะมีทั้งเวิร์คช็อป ทั้งศิลปะ การแสดงทางวัฒนธรรม และตลาดสำหรับขายของหัตถกรรมต่างๆ เพียบ แถมยังมีการฉายหนัง และการเยี่ยมชมเมืองเก่าอีกด้วยนะเอาใจสายฮิปสเตอร์กันชัดๆ งานนี้ 2. เทศกาลละคร Prithvi ยังอยู่ที่มุมไบเหมือนเดิม แต่ขยับเดือนออกไปกันสักหน่อย ซึ่งช่วงสัปดาห์แรกของเดือนพฤศจิกายน ที่นี่จะมีอีเว้นต์ที่ถูกจัดขึ้น โดยจะมีการแสดงละครเวที และดนตรีหลากหลายแขนงให้เราได้ดูกัน ใครไม่เคยนั่งดูหนัง หรือไม่เคยศึกษาวัฒนธรรมของอินเดียอย่างแท้จริง ห้ามพลาดที่เที่ยวในอินเดียแห่งนี้เด็ดขาด 3. เทศกาลโฮลี Holi Festival เป็นเทศกาลเล่นสีของคนอินเดีย ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองกันในช่วงการเปลี่ยนแปลงจากฤดูหนาวเป็นฤดูร้อน ซึ่งปกติเวลาอากาศเปลี่ยน ร่างกายเราก็มักจะป่วยกันใช่มั้ยล่ะนี่จึงเป็นต้นเหตุให้เกิดเทศกาลนี้ขึ้น โดยคนโบราณเค้าจะใช้ธรรมชาติบำบัด เอาผงสีจากพืชและสมุนไพรธรรมชาติต่างๆ ทั้งสีแดง สีเหลือง สีคราม สีเขียว มาโปรยเล่นใส่กัน ได้ทั้งสนุก ได้ทั้งเสริมภูมิคุ้มกัน เป็นเทศกาลที่มีเบื้องหลังน่าสนใจดีจริงๆ รู้กันดีอยู่แล้วว่าที่อินเดียนั้นขึ้นชื่อในหลายเรื่องเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นสถานที่เที่ยว อาหารการกิน รวมถึงประชาชกรชาวอินเดีย หากใครที่สนใจไปเที่ยวอินเดีย แต่กังวลว่าการเดินทางจะลำบาก เราขอแนะนำไปกับทัวร์อินเดียก่อนดีกว่านอกจากราคาประหยัดแล้ว เรื่องที่พักและการเดินทางก็หายห่วง แถมยังมีไกด์คอยดูแลตลอดทริปอีกด้วย และที่สำคัญต้องหาบริษัททัวร์ที่ไว้ใจได้ด้วยนะนี่เลย แนะนำ ทัวร์ครับ.คอม มีทั้งแพ็คเกจทัวร์และจัดกรุ๊ปทัวร์ส่วนตัวไปเที่ยวอินเดียก็มีมาแล้ว 4. เทศกาล Hornbill พิกัด : Nagaland ประเทศอินเดียเนี่ยมีชนเผ่ารวมกันอยู่มากมายเต็มไปหมดทั่วทั้งประเทศเลยนะ ซึ่งเทศกาล Hornbill Festival นี้ถูกจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมของชนเผ่าเหล่านี้นี่แหละ โดยจะมีชนเผ่ากว่า 16 กลุ่มมารวมตัวกันเพื่อขายอาหารพื้นเมืองของตัวเอง และมีการจัดแสดงโชว์ รวมถึงตลาดงานศิลปะต่างๆ ซึ่งบอกเลยว่าสวยงามมากเลยนะเทศกาลนี้ เพราะวิวทิวทัศน์ที่ล้อมรอบเรามีทั้งภูเขา หมู่บ้าน และนาขั้นบันได เดินเล่นได้เพลินๆ ยังไงก็ไม่เบื่อ 5. เทศกาล Goa Carnival สุดท้ายนี้เพื่อนๆ คนไหนได้มีโอกาสไปเที่ยวอินเดียช่วงเดือนมีนาคม ขอบอกเลยว่ามาถูกวัน ถูกเดือนจริงๆ เพราะเค้ามีเทศกาลคาร์นิวัล Goa ที่อลังการงานสร้างดาวล้านดวงมากๆ มีขบวนพาเหรดหลากสีสันเดินนำกันมาไม่ขาดสาย และมีปาร์ตี้เพลงแดนซ์ เครื่องดนตรีสุดมันรอให้เหล่านักเต้นไปวาดลวดลายให้อินเดียลุกเป็นไฟ จัดว่าเป็นที่เที่ยวในอินเดียช่วงเทศกาลที่ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง เที่ยวอินเดีย ราคาสุดคุ้ม กับ ทัวร์ครับ รู้ซึ้งถึงความเจ๋งของเทศกาลน่าเที่ยวในอินเดียเหล่านี้ไปแล้ว ก็มาถึงคราวจองทัวร์อินเดียให้ลงล็อกกันแล้วล่ะเข้าไปเลือกซื้อตั๋วจองที่นั่งกันได้ที่นี่เลย
เกาหลี ไม่ได้มีแค่โซล 5 เมืองเกาหลีเที่ยวได้มีรูปสวย
พาเที่ยว
เกาหลี
เกาหลี ไม่ได้มีแค่โซล 5 เมืองเกาหลีเที่ยวได้มีรูปสวย
เป็นสายอินดี้.. เรื่องเที่ยวนี่มันก็ลำบากอยู่ไม่ใช่น้อย พอคิดถึงเรื่องการเดินทางท่องเที่ยวแต่ละที จะล็อคพิกัดปลายทางแปลก ๆ แหวกแนวไม่เหมือนใคร ค่าใช้จ่ายก็สูงปรี๊ด ทั้งค่าตั๋วเครื่องบินค่าที่พัก ค่ากิน ค่าเที่ยว จะตัดใจเที่ยวแบบทั่ว ๆ ไปยังปลายทางที่ใคร ๆ เค้าเที่ยวกัน มันก็ทำใจลำบากมากอยู่ ขัดใจสายอินดี้สุด ๆ แต่เดี๋ยวก่อนอย่าเพิ่งรีบนอยด์กันไป เรามีทางออกให้สำหรับสายอินดี้ที่มองหาพิกัดปลายทางที่เดินทางสะดวก ไม่ไกลมากนัก ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และค่าตั๋วเครื่องบินไม่แพง อย่าง “เกาหลี” ที่เหมาะกับการเที่ยวชิลล์ ๆ ง่าย ๆ แบบไม่ต้องหาวันหยุดยาวกันให้เหนื่อย แถมยังทั้งสวย ทั้งชิลล์ฉบับอินดี้สุด ๆ เพราะผู้คนไม่พลุกพล่านแออัด กับพิกัดเที่ยวทางนี้เลย “เกาหลี ไม่ได้มีแค่โซล 5 เมืองเกาหลีเที่ยวได้มีรูปสวย” แล้วการเที่ยวเกาหลี จะกลายเป็นอีกหนึ่งปลายทางในใจนักเที่ยวสายอินดี้แน่นอน ส่วนใครที่อยากเพิ่มความชิลล์ขึ้นไปอีก เที่ยวเกาหลีแบบสบาย ไม่ต้องวางแผนการเที่ยวให้วุ่นวาย ก็ง่าย ๆ แค่เพียงเดินทางเที่ยวเกาหลีกับบริษัททัวร์มืออาชีพ จองทัวร์เกาหลี กับ ทัวร์ครับ คลิกที่นี่ 1. อินชอน (Incheon) เมืองใหม่แห่งความทันสมัย ที่ได้รับการยกให้เป็น “ประตูสู่เกาหลีในปัจจุบัน” ตั้งอยู่ไม่ไกลจากกรุงโซล อันเป็นที่ตั้งของท่าเรือ และท่าอากาศยานที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ จึงทำให้ อินชอน (Incheon) เป็นเมืองศูนย์กลางด้านการคมนาคมของเกาหลีใต้ และยังเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศอีกด้วย แม้อินชอนจะเป็นเมืองแห่งความทันสมัย และเทคโนโลยีของเกาหลีใต้ แต่ก็ยังคงสืบสานรักษาวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ดั้งเดิมของชาวเกาหลีใต้เอาไว้ได้เป็นอย่างดีไม่แพ้เมืองอื่น ๆ โดยมีไฮไลท์การท่องเที่ยวของอินชอนอยู่ที่ ไชน่าทาวน์ (Incheon Chinatown) เพียงเเห่งเดียวในเกาหลีใต้ สถานที่ท่องเที่ยวในอินชอน : Songwol-dong Fairy Tale Village, Incheon Chinatown, Songdo Central Park และ Wolmido Island พิกัด : Incheon 2. ปูซาน (Busan) ปูซาน (Busan) เมืองท่าทางตอนใต้ของประเทศ เป็นอีกหนึ่งเมืองใหญ่ของเกาหลีใต้ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสอง รองจากกรุงโซล ทั้งยังเป็นสถานที่จัดงานเทศกาลสำคัญ ๆ ของประเทศ อาทิ เทศกาลดอกไม้ไฟนานาชาติ เทศกาลหนังนานาชาติ (Busan Internation Film Festival, BIFF) และยังมีพิกัดเอาใจสายช้อปอย่าง Centrum city ห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย แม้จะเพียบพร้อมไปด้วยความทันสมัย และสิ่งอำนวยความสะดวก แต่ปูซานก็ยังเต็มไปด้วยสีสัน และกลิ่นอายของวัฒนธรรมเกาหลีดั้งเดิมสุดอันซีน (Unseen) โดยมีแลนด์มาร์คไฮไลท์อย่างหมู่บ้านวัฒนธรรมคัมชอน (Gamcheon Culture Village) สถานที่ท่องเที่ยวในปูซาน : Gamcheon Culture Village, Haedong Yonggungsa Temple, Haeundae Beach และ Jagalchi Fish Market พิกัด : Busan 3. อันดง (Andong) ย้ายจากเมืองอันทันสมัยของเกาหลีใต้ มาสู่เมืองเล็ก ๆ อันเป็นพื้นที่แห่งวัฒนธรรมโบราณดั้งเดิมของเกาหลีใต้ ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นพื้นที่ World Heritage ของโลก ที่เมืองอันดง (Andong) กันบ้าง กับเมืองซึ่งเต็มไปด้วยหมู่บ้านเกาหลีโบราณที่ยังคงอนุรักษ์อาคาสิ่งปลูกสร้างโบราณสถาปัตยกรรมที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมตามแบบสมัยโชซอนเดิม ๆ เอาไว้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งยังมีชื่อเสียงเรื่องการแสดงพื้นบ้านที่อัดแน่นไปด้วยกลิ่นอายวัฒนธรรมของเกาหลีใต้พื้นเมืองประจำท้องถิ่น อย่างระบำหน้ากากอันดงอันโด่งดัง ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำในช่วงปลายเดือนกันยายนของทุกปีอีกด้วย สถานที่ท่องเที่ยวในอันดง : Hahoe Mask Museum, Historic Villages of Korea Hahoe, Seonbichon Village และ Woryeonggyo Bridge พิกัด : Andong 4. โบซอง (Boseong) ขยับออกจากตัวเมืองมาสู่พิกัดแห่งธรรมชาติสุดแสนรื่นรมย์และเขียวขจีกันบ้าง กันที่ โบซอง (Boseong) พื้นที่ปลูกชาเขียวที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลี ท่ามกลางธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ของเทือกเขา และผืนป่าเขียวขจี อากาศบริสุทธิ์ เย็นสบายตลอดปี ไร่ชาเขียวแห่งแรก ๆ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดอุตสาหกรรมชาเขียวอันเก่าแก่ของเกาหลี อันเหมาะแก่การพักผ่อนสุดชิลล์เป็นที่สุด โดยชาเขียวของที่นี่ใช้วิธีการปลูกชาแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม ตามแนวขั้นบันไดลดหลั่นกันไปตามระดับสูงต่ำของไหล่เขา จึงทำให้ทั้งขุนเขากลายเป็นทุ่งชาสีเขียวขจีแบบพาโนรามาสุดสายตา กับทัศนียภาพสวย ๆ น่าประทับของธรรมชาติสุดสดชื่น สถานที่ท่องเที่ยวในโบซอง : Boseong Green Tea Plantation พิกัด : Boseong 5. เกาะเชจู (Jeju Island) เกาะเชจู (Jeju Island) เกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ เป็นเกาะที่มีชื่อเสียงโด่งดังจนได้รับการขนานนามว่าเป็นเกาะมีชายหาดที่สวยงามที่สุดของเกาหลี ทั้งยังได้รับการจดทะเบียนให้เป็นมรดกทางธรรมชาติของโลกจากองค์การยูเนสโก และยังเป็นที่ตั้งของ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ใหม่ทางธรรมชาติของโลกอีกด้วย เกาะเชจูกับพิกัดปลายทางการท่องเที่ยวทางธรรมชาติสุดมหัศจรรย์ที่สวยงามและทรงเสน่ห์ จึงทำให้เกาะสวรรค์แห่งนี้กลายเป็นอีกหนึ่งพิกัดท่องเที่ยวยอดนิยมของเกาหลี สถานที่ท่องเที่ยวบนเกาะเชจู : Pink Muhly Grass, Seongsan Ilchulbong Peak, Cheonjiyeon Falls และ Hallasan National Park พิกัด : Jeju Island เพียงเท่านี้ปลายทางมหาชนอย่างทัวร์เกาหลี ก็จะไม่เป็นพิกัดท่องเที่ยวทั่วๆ ไปอย่างเดิมอีกต่อไป ไปเที่ยวเกาหลี ครั้งหน้าไปเที่ยวนอกเมืองโซล กันบ้างรับรองว่าได้รูปสวยๆ ไม่ซ้ำใครแน่นอน
เที่ยวจีน คานาสือ – 5 เหตุผล ที่เราต้องไปเที่ยวทะเลสาบคานาสือ
พาเที่ยว
จีน
เที่ยวจีน คานาสือ – 5 เหตุผล ที่เราต้องไปเที่ยวทะเลสาบคานาสือ
เคยได้ยินชื่อของทะเลสาปคานาสือกันไหม … เดี๋ยวทัวร์ครับ จะเล่าให้ฟัง :) ทะเลสาปคานาสือ เป็นทะเลสาปน้ำจืดในเทือกเขาอัลไต ซึ่งอยู่ตอนเหนือสุดของเขตปกครองตัวเองซินเจียงอุยกูร์ ทะเลสาปคานาสืออยู่ระหว่างชายแดนประเทศจีนและประเทศคาซัคสถานค่ะ ซึ่งที่ทะเลสาปคานาสือกินพื้นที่ทั้งหมดกว่า 2,000 กิโลเมตร สำหรับชื่อของทะเลสาปคานาสสือมาจากคำว่า คานาสในภาษามองโกล แปลว่าทะเลสาปกลางหุบเขา ดังนั้น คานาสือ จึงเป็นที่เที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามมาก ถ้าใครชอบเที่ยวสายธรรมชาติ ทัวร์ครับ (Tourkrub)คิดว่า คุณต้องหาเวลามาเที่ยวที่นี่ให้ได้สักครั้ง ไม่อย่างนั้นคุณจะต้องรู้สึกเสียดายไปตลอดแน่ๆ เพราะพลาดความสวยการมาเที่ยวคานาสือไป จองทัวร์จีน กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) การเดินทางไปท่องเที่ยวทะเลสาปคานาสือ ก็ไม่ยาก เราจะต้องบินไปลงสนามบินอูรูมูฉี ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีบินตรงจากเมืองไทยไป เราอาจจะไปแวะปักกิ่งก่อนแล้วค่อยบินไปอีกต่อหนึ่งก็ได้ค่ะ บรรยากาศที่นี่อาจจะไม่เหมือนจีนจ๋าๆ เพราะเป็นดินแดนที่ติดกับมองโกลเลียและคาซัคสถาน คนที่นี้เลยอาจจะมีหน้าแขกๆ ตาโตๆ บ้าง แต่ชีวิตจะดีมากในการเที่ยวคานาสือ หากเลือกไปเที่ยวทัวร์คานาสือ กับ ทัวร์ครับ เพราะ จองง่าย มีทัวร์คานาสือให้เลือกเยอะ ซึ่งสามารถเข้าไปดูแพ็คเก็จได้ที่ ลิงค์นี้ 5 เหตุผล ทำไมต้องมาเที่ยวคานาสือ 1.มาพิสูจน์เรื่องเล่าของสัตว์ปริศนา หลายๆ คนคงเคยได้ยินเรื่องเล่าของสัตว์ปริศนาต่างๆไม่ว่าจะเป็นเจ้าตัวล๊อคเนส ที่ทะเลสาปเนสส์ ที่ทะเลสาปคานาสือก็มีเรื่องเล่าของสัตว์ปริศนาด้วยเช่นกันค่ะ โดยชาวบ้านบอกว่าเป็นสัตว์ปริศนาตัวสีแดงๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในทะเลสาปแห่งนี้ ประกอบกับนักวิทยาศาสตร์ได้พบกับโครงกระดูกของสัตว์ต่างๆที่ทะเลสาปแห่งนี้ จึงเกิดเป็นภารกิจในการตามหาเจ้าสัตว์ปริศนาสีแดงในทะเลสาปแห่งนี้ แต่สุดท้ายแล้วทุกคนก็สัณนิฐานว่าเป็นปลาไทแมน ซึ่งเป็นปลาในตระกูลปลาแซลม่อนที่มีขนาดใหญ่ หากพวกมันโตเต็มที่อาจจะมีความยาวถึง 10-15 เมตรเลยนะ หากใครได้ไปทะเลสาปคานาสือ อย่าลืมลองมองหาเจ้าปลาไทแมนด้วยล่ะ เผื่อฟลุ้กเจอ 2.วิวสวยมากกกก ทะเลสาปที่เมืองจีนขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามอยู่แล้วค่ะ แต่ที่ทะเลสาปคานาสือบรรยากาศและความสวยงามจะเปลี่ยนไปตามฤดูเลยนะ และแต่ละจุดก็มีความสวยงามแตกต่างกันออกไป สำหรับจุดชมวิวที่ไม่ควรพลาดเลยเมื่อมาถึงทะเลสาปคานาสือนั่นก็คือ จุด คุ้งน้ำแสงจันทร์, คุ้งน้ำเทพยาดา, หมู่บ้านถูหว่า, ทะเลสาบขาว, ทะเลสาบดำ 3.ไปดูทะเลสาปเปลี่ยนสี ใช่แล้ว เราพูดไม่ผิดค่ะ ที่ทะเลสาปคานาสือความเก๋กู้ดของเขาก็หากเราไปต่างช่วงเวลา ทะเลสาปจะเปลี่ยนสีไปตามฤดู ถ้าเราไปช่วงเดือน พฤษภาคม ทะเลสาปจะเป็นสีเทาอมเขียว เดือนมิถุนายนทะเลสาปจะเปลี่ยนเป็นสีครามเขียวอ่อน เดือน กรกฏาคมจะกลายเป็นสีครีมอมสีเขียวฟ้า เดือนสิงหาคมจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนในเดือนตุลาคมน้ำในทะเลสาบจะเปลี่ยนเป็นสีมรกตสุดสวย 4.ทะเลสาปที่นี่ใหญ่ที่สุดในเมืองจีนและเต็มไปด้วยร่องรอยอารยธรรม คุณรู้ไหมว่าทะเลสาปคานาสือมีพื้นที่กว่า 43 ตารางกิโลเมตรเลย เนื่องจากสมัยก่อนบริเวณทะเลสาปคานาสือจะเป็นหนึ่งในเส้นทางสายไหมของประเทศจีนค่ะ เป็นจุดเลี้ยงสัตว์แบบเร่ร่อนตั้งแต่โบราณ และที่สำคัญตรงนี้เป็นจุดเชื่อมต่อกับแผ่นดินไซบีเรียนด้วยทำให้พื้นที่บริเวณนี้เต็มไปด้วยร่องรอยอารยธรรมมากมาย อีกทั้งแผ่นดินบริเวณนี้อยู่ใกล้กับมองโกลเลียและคาซัพสถาน ทำให้วัฒนธรรม ผู้คน และการใช้ชีวิตมีหลากหลายแบบอีกด้วย 5.ที่ทะเลสาปคานาสือเป็นศูนย์อนุรักษ์พันธุ์สัตว์พื้นที่ราบสูงไซบีเรียน ด้วยความที่บริเวณทะเลสาปแห่งนี้กว้างถึง 43 ตารากิโลเมตร ทำให้มีสัตว์มากมายอาศัยอยู่ในป่าบริเวณนี้ ที่นี่เลยจะต้องมีศูนย์อนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าขึ้น บริเวณทะเลสาปคานาสือเราสามารถพบกับเจ้าเสือดาวหิมะ หมีน้ำตาล กระต่ายหิมะได้อีกด้วย ความสมบูรณ์ของป่าแห่งนี้ทำให้พบสัตว์มากมายและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสัตว์คุ้มครองกว่า 100 ชีวิต นอกจากนี้ยังมีสัตว์บางประเภทที่ใกล้ศูนย์พันธุ์อีกด้วย สำหรับคนไทยเองอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับทะเลสาปคานาสือเท่าไหร่ แต่ที่นี่เป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวที่ควรค่าลองไปชมดูสักครั้งค่ะ ใครที่ชื่นชอบและมีความฝันอยากจะตามรอยเส้นทางสายไหมอยู่แล้วละก็ ต้องห้ามพลาดทริปทะเลสาปคานาสือเลยนะ
เที่ยวจิ่วจ้ายโกว - จุดถ่ายรูปสุดฮิต ตอนใบไม้เปลี่ยนสี ได้รูปสวยแน่
พาเที่ยว
จีน
เที่ยวจิ่วจ้ายโกว - จุดถ่ายรูปสุดฮิต ตอนใบไม้เปลี่ยนสี ได้รูปสวยแน่
หลายๆ คนคงเคยเห็นรูปใบไม้เปลี่ยนสีแบบอลังการงานสร้างที่เมืองจีนกันใช่ไหมคะ นั่นแหละคืออุทยานแห่งชาติจิ่วจ้าวโกว ที่นี่เรียกได้ว่าเป็นอุทยานแห่งชาติขนาด A5 เลย นั่นแปลว่าที่นี่ต้องสวยมากๆ ถึงขั้นมาหลายๆคนพูดไว้ว่า หากได้มาเยือนจิ่วจ้ายโกวแล้ว จะไม่อยากไปชมอุทยานแห่งชาติที่ไหนเลย ที่จิ่วจ้ายโกวถูกขนานนามว่าเป็นอุทยานในเทพนิยายเลยเชียวแหละ (แสดงว่าต้องสวยมากๆ) ด้วยความที่จิ่วจ้าวโกวพื้นที่ใหญ่มากๆ ประกอบไปด้วยทะเลสาปกว่า 100 แห่ง บ่อน้ำ น้ำตก ทำให้การเที่ยวจิ่วจ้ายโกวใช้เวลาค่อนข้างเยอะ ถ้าใครอยากสัมผัสกับธรรมชาติจริงๆ แนะนำว่าให้มาเที่ยวจิ่วจ้ายโกวอย่างน้อย 2 วัน ขึ้นไปเที่ยวที่ จิ่วจ้ายโกว ซึ่งจะมีการแบ่งเป็น จิ่วจ้ายโกวฝั่งขวา จิ่วจ้ายโกวฝั่งซ้าย และจิ่วจ้ายโกวด้านล่าง เที่ยวได้สนุกเห็นความสวยงามของจิ่วจ้ายโกวแบบเต็มอิ่มเลย ซึ่งฤดูที่เที่ยวจิ่วจ้ายโก้ว ช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะฮิตมากๆ ทั่วทุกบริเวณของที่นี่ต้นไม้จะกลายเป็นสีส้มแดงหมดเลย ไม่ว่ามองไปบริเวรไหนก็ถ่ายรูปสวยทั้งนั้น วันนี้ ทัวร์ครับ (Tourkrub) จะพามาดูว่าจุดที่ถ่ายรูปสวยๆ ที่จิ่วจ่ายโก้วนั้นมีตรงไหนบ้าง ตามไปดูกันเลย จองทัวร์จีน กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) ที่เที่ยวจิ่วจ้ายโกว 1.Arrow bamboo lake & Arrow bamboo waterfall จุดนี้เป็นอีกจุดที่ถ่ายรูปสวยมาๆ เพราะมีน้ำตกเป็น Back ground ค่ะ มุมถ่ายรูปสวยๆก็มีเยอะมากๆเช่นกัน โดยเฉพาะมุมสะพานไม้ ที่ถ่ายไปจะเห็นด้านหลังเป็นภูเขา แถมยังมีน้ำตกชั้นเล็กๆอีกด้วย จากจุดนี้เราสามารถเดินไปยังจุด Panda Lake ได้ด้วยนะคะ เดินไปถ่ายรูปไปเรื่อยๆก็เพลินดีนะ 2.Panda Lake จิ่วจ้ายโกวก็มีแพนด้าให้ดูนะ เพราะตรงนี้เขาบอกว่าเป็นจุดที่หมีแพนด้าจะลงมาทานน้ำประจำค่ะ ซึ่งที่ Panda Lake จะมีทางเดินรอบๆ ให้เราได้เดินชมวิวแบบพาโนราม่า วิวดีมากๆ เพราะตรงหน้าคือทะเลสาปที่มีภูเขาซ้อนทับหลายๆรูป เล็งมุมดีๆ ได้รูปสวยๆกลับไปเพียบแน่นอน 3.Five Flower Lake จุดนี้เป็นจุด Unseen ของจิ่วจ้ายโกวเลยแหละ เพราะทะเลสาปที่นี่สวยมาก สวยที่สุดในจิ่วจ้ายโกวเลยก็ว่าได้ค่ะ น้ำในทะเลสาปเป็นสีมรกตสุดสวย แล้วยิ่งในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีนะ สีของต้นไม้สะท้อนเงาในน้ำนี่คือ สวยลื้ม >< เป็นจุดที่ห้ามพลาดไม่ว่าอะไรก็ตามแต่ 4.Rhinoceros lake มาเที่ยวจิ่วจ้ายโกว จุดนี้ก็ห้ามพลาด สำหรับทะเลสาปชื่อสุดเฟี้ยว ทะเลสาปแรด เป็นอีกทะเลสาปที่เหมาะแก่การถ่ายรูป ทะเลสาปแรดจะอยู่ในบริเวณจิ่วจ้ายโกวด้านซ้ายค่ะ ทะเลสาปขนาดใหญ่ เป็นจุดพักหลังจากที่เดินมาหลายจุดแล้ว จุดนี้เรียกได้ว่าวิวดีมากๆ หากเราอยากจะนั่งพักเพื่อทานขนมของอาหาร นั่งทานไปด้วยชมวิวไปด้วย เรียกได้ว่า อาหารหลักร้อย วิวหลักล้านทีแท้ทรู 5. Long Lake เป็นอีกทะเลสาปที่ไม่ควรพลาด เพราะตามชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าทะเลสาปที่นี่ใหญ่มากขนาดไหน ใหญ่สมชื่อจริงๆค่ะ ที่นี่แนะนำให้มาแต่เช้ามาถ้ามาช่วบ่ายอาจจะมีการย้อนแสงนิดนึง ถ้ามาช่วงเช้ารับประกันได้เลยว่าจะได้รูปสวยๆ เพราะ reflect จากภูเขาหิมะสะท้อนกับทะเลสาปสีสดใสแน่นอน 6.Colorful Pond มาเที่ยวจิ่วจ้ายโกวไม่มาถ่ายรูปจุดนี้เราขอบอกเลยว่า พลาด! แล้วไม่ใช่แค่พลาดธรรมดานะ พลาดมากๆๆๆๆ เพราะบริเวณนี้สวยมากจริงๆ พอเห็นแล้วเราต้องร้องโอ้โหให้กับ Colorful Pond เลยทีเดียว เพราะมันสวยมากกกกก ถึงแม้ว่าที่นี่จะไม่ได้มีขนาดกว้างขวางกว่าจุดอื่น แต่จุดนี้ก็เป็นจุดยอดฮิตเช่นกัน ด้วยสีน้ำที่เป็นสีเทอควอยซ์ ทำให้มองยังไง ถ่ายรุปมุมไหนก็สวยไปหมดจริงๆ และด้วยความที่ขนาดของบ่อน้ำไม่ได้ใหญ่มาก ทำใจกับนักท่องเที่ยวหน่อยนะคะ เพราะเยอะมากจริงๆ 7.Nuorilang waterfall ที่เที่ยวจิ่วจ้ายโกวมีที่เที่ยวทางธรรมชาติสวยงามอยู่หลายจุด มาถึงจุดไฮไลท์สุดท้ายที่เราจะแนะนำคือ บริเวณน้ำตก บอกเลยว่าสวยๆ สวยจนต้องอ้าปากค้างสำหรับ ที่ Nuorilang waterfall ก็เป็นอีกน้ำตกที่สวยงามไม่แพ้ที่อื่นเลย น้ำตกที่นี่ไม่ได้สูงมาก แต่มีความกว้างเป็นแนวยาว เราสามารถเดินชมและถ่ายรูปได้สบายๆ เลย นอกจากธรรมชาติที่สวยงามแล้ว ที่จิ่วจ้ายโกว เองยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆอีกอย่างเช่น หมุ่บ้านทิเบต ศูนย์อนุรักษ์แพนด้า รวมไปถึงที่พักสวยๆที่อยู่รอบๆจิ่วจ้ายโกวด้วยนะ ถ้าใครสนใจอยากจะมาเที่ยวจิ่วจ้ายโกวละก็ จากเมืองไทยเดินทางมาลงได้ที่เมืองเฉิงตู ก็ได้จากเมืองไทยมีสายการบิน บินมาลงทุกวันเลย
เที่ยวหลวงพระบาง 3 วัน 2 คืน เที่ยวมรดกโลก ใช้ชีวิตสโลว์ไลฟที่ลาวเหนือ
พาเที่ยว
ลาว
เที่ยวหลวงพระบาง 3 วัน 2 คืน เที่ยวมรดกโลก ใช้ชีวิตสโลว์ไลฟที่ลาวเหนือ
การเที่ยวหลวงพระบาง เป็นการวางแพลนเที่ยวมาอย่างยาวนาน ไม่ใช่ว่าเที่ยวยากหรืออะไร แต่เพราะอยู่ใกล้เกินไป คิดว่าเดี๋ยวค่อยมาเที่ยวก็ได้เลยมองข้ามมาตลอด ปีนี้ตั้งใจไว้ว่า ปลายปี (2562) จะต้องไปเที่ยวหลวงพระบางให้ได้ เมืองมรดกโลก อยู่ใกล้เราแค่นี้เอง ทำไมยังไม่ได้ไปสะที...แล้วก็เป็นไปตามที่ตั้งใจไว้ ห้องพักตั๋ว-เครื่องบินพร้อมบินตรงไปเลยกรุงเทพ-หลวงพระบาง ใช้เวลาประมาณ 1.25 นาที เราถึงหลวงพระบางประมาณเที่ยง จากนั้นก็เช่ารถแล้วก็มุ่งตรงไปยังที่พักก่อนเลย จริงๆ หลวงพระบางเที่ยวง่ายมากๆ เที่ยวเองก็ได้แต่จะให้สะดวกเลยก็เที่ยวกับทัวร์ เพราะไม่ต้องแพลนเอง ตั๋วเครื่องบินหลวงพระบาง ที่พัก ที่กินหลวงพระบางไม่ต้องหาข้อมูล อย่าง ทัวร์ครับ (Tourkrub) เว็บไซต์ที่รวมแพ็คเก็จทัวร์ เที่ยวต่างประเทศที่ดีที่สุดไว้มากมาย ก็มีทัวร์หลวงพระบางให้เลือกหลากหลาย เที่ยวสะดวก จองทัวร์ง่ายผ่านออนไลน์ ก็ต้องจองกับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) จองทัวร์หลวงพระบาง กับทัวร์ครับ (Tourkrub) แพลนเที่ยวหลวงพระบาง 3 วัน 2 คืน ที่พักหลวงพระบางที่จองไว้คือ โรงแรมแม่โขงมูนอินน์ (Mekong Moon Inn) คืนละประมาณ 500 บาท ไม่ไกลจากสนามบิน มีอาหารเช้าให้ ห้องพักเป็นสไตล์วินเทจเรียบง่ายสไตล์หลวงพระบาง ห้องพักโอเคเลย มีไวไฟฟรีให้ ใกล้ตลาดกลางคืนและตลาดเช้า ใกล้ของกินทั้งเช้าและกลางคืน พักที่นี่ไม่ต้องกลัวเรื่องหาของกินยาก เอาจริงๆ ที่พักนี้อยู่กลางเมืองพอสมควร ใครชอบที่พักแบบหาของกินง่าย ที่นี่ควรค่าแก่การเข้าพักเมื่อมาเที่ยวหลวงพระบาง เที่ยวหลวงพระบาง วันที่1 ไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลยเพราะเช็คอินบ่ายมีความเหนื่อยล้าเบาๆ เลยพักผ่อนและเก็บบรรยากาศในที่เที่ยวใกล้ๆ ที่พักตกกลางคืนก็ไปเที่ยวตลาดกลางคืนของขายเพียบ ของกินเอย ของฝากเอย เราก็หาของกินเบาๆ จากตลาดนี่แหละ วันที่ 2 ก็ค่อยลุยเที่ยวกันต่อ เที่ยวหลวงพระบางวันที่ 2 วันนี้ตื่นเช้ามากเพราะอยากสัมผัสการใส่บาตรข้าวเหนียว ตื่นประมาณตี 5.30 น. พระมาประมาณ 6 โมง คิดว่าเราตื่นเร็วแล้วนะ แต่ถนนหน้าโรงแรม คือมีนักท่องเที่ยวและชาวบ้านท้องถิ่นเองต่างก็เตรียมของไว้ใส่บาตรกันให้แน่นเลย และแน่นอนว่า ก็มีช่างภาพมากมายรอถ่ายรูปช็อตยอดฮิต การใส่บาตรข้าวเหนียวกันอย่างหนาแน่น และเราก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกันี่อยากได้รูปซิกเนเจอร์ของหลวงพระบาง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ดีมากๆ เพราะเท่าที่เห็น ไม่ใช่มีเพียงแค่นักท่องเที่ยวเท่านั้นที่สนใจ แต่ชาวลาวเองก็ออกมาใส่บาตรเป็นกิจวัตรประจำวันของเขาเช่นกัน หลังจากตักบาตรข้าวเหนียวเสร็จใกล้ๆ กันก็มีตลาดเช้าใกล้ๆ กับที่พัก ในตลาดมีของกินเยอะมาก แปลกตาดี บรรยากาศก็คล้ายๆ ตลาดบ้านเรา แต่สิ่งที่ไม่เหมือนก็พวกของกินต่างๆ อย่างแหนมย่าง ข้าวเหนียวย่าง ซึ่งที่หลวงพระบางเรียกว่า แป้งจี่ ได้ลองกินเหมือนกันอร่อยดีมีความหอมๆ เตาถ่าน กินกับหมูก้อนย่างเข้ากันดีมากเลย หลังจากนั้นก็เข้าที่พัก รอเวลาช่วงสายๆ ไปไหว้พระกันสะหน่อย ไปไหว้พระที่ถ้ำติ่งหรือถ้ำปากอู่ อันนี้ต้องออกไปนอกเมืองของหลวงพระบาง ใช้เวลาสักพัก จากนั้นก็ข้ามเรือแม่น้ำโขงไป ซึ่งถ้ำติ่งอยู่กลางภูเขาลูกใหญ่ของแม่น้ำโขง มีอยู่ด้วยกัน 2 ถ้ำ มีถ้ำลุ่มและถ้ำเทิง ซึ่งทั้งสองถ้ำจะมีหินงอกหินย้อยสวยงาม อีกทั้งด้านในถ้ำพระพุทธรูปมากมายขนาดเล็กใหญ่วางเรียงรายเต็มไปหมดให้เราได้สักการะ สารภาพตามตรงว่า สำหรับที่นี่เราค่อนข้างว้าว ไม่ว่าจะเป็นตัวถ้ำเองและเรื่องเล่า เป็นอีกหนึ่งที่เที่ยวของหลวงพระบางไม่ควรพลาดเด็ดขาด ที่นี่มีค่าเข้าชมนะ นักท่องเที่ยวอยู่ที่ 20,000 กีบ มาเที่ยวได้ทุกวัน เวลา 08.00-17.00 น. จากนั้นก็ไปเที่ยวกันต่อที่ พระราชวังหลวงพระบาง เป็นศิลปะที่สวยงามมากเป็นการผสมผสานระหว่าศิลปะล้านนา โครงสร้างตัวอาคารมีความเป็นแบบฝรั่งเศสและหลังคาทำแบบทรงลาว ซึ่งมากจริงๆ ปัจจุบัน เป็นหอพิพิธภัณฑ์ที่แสดงโบราณวัตถุมีค่า และเพื่อการมาเที่ยวแล้วไม่เสียเที่ยว คือเรื่องการแต่งกายสำคัญมาก ต้องแต่งตัวให้สสุภาพ ขาสั้นเอย เสื้อโชว์แขนเอย เขาไม่ให้เขาไปชมด้านในนะ ซึ่งช่วงเวลาการเปิดให้ชมก็แบ่งเป็นเช้าและบ่าย ก่อนมาเช็คเวลากันดีๆ ด้วย ปิดทุกวันอังคาร พอช่วงเย็นๆ ก็เดินเตร็ดเตร่เล่นในเมืองนี่แหละ บ้านเมืองเขาน่ารัก สมกับได้มรดกเลย สถาปัตยกรรมก็ปรับไปตามยุคสมัยบ้างแต่ยังคงกลิ่นอายความวินเทจไว้ในแบบหลวงพระบาง ช่วงเย็นๆ บรรยากาศคือชิลล์มาก เงียบสงบ ได้ใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์จริงๆ เดินเล่นไปเรื่อยๆ ไม่ร้อนเดินเล่นได้เพลินๆ สบายๆ ถนนสะอาด มีร้านกาแฟ ร้านขายของให้ได้เขาแวะไปเสียเงินเป็นระยะ เที่ยวหลวงพระบางวันที่ 3 หลวงพระบางวันสุดท้าย ตื่นเช้าเหมือนเดิมเพื่อที่จะมากินร้านอาหารเช้าชื่อดัง ร้านกาแฟประชานิยม หลวงพระบาง ว่ากันว่าร้านอาหารเช้าเด็ดของเมืองหลวงพระบางเลย สำหรับนักท่องเที่ยว ร้านนี้แนะนำเพราะอร่อยสมคำล่ำลือ กินข้าวต้มคู่กับปาท่องโก๋ไปด้วย จิบกาแฟยามเช้าไปมองวิวแม่น้ำโขงไปด้วย แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว สำหรับเช้าเริ่มวันใหม่กับทริปหลวงพระบาง เปิดเช้ามากตี4 ยาวๆ ไปจนถึงเที่ยงเลย แต่บางวันถ้าหมดไวไปเที่ยงก็ไม่เจอแล้วนะ เอาเป็นว่า ตื่นเช้ามากินไม่มีคำว่าผิดหวังแน่ จากนั้นสายๆ ก็ไปต่อกันที่ วัดใหม่สุวรรณภูมาราม หรือวัดใหม่ เป็นวัดที่เก่าแก่และสำคัญอีกแห่งหนึ่งของหลวงพระบาง ในอุโบสถมีพระพุทธรูปเยอะมาก อีกทัง้ยังมีพระแก้วมรกตจำลองด้วย ที่วัดแห่งนี้มีอุโบสถที่สวยงามมากๆ เพราะกำแพงสีทองสวยงาม ด้วยเรื่องราวของพระเวชสันดรชาดก ซึ่งเป็นงานที่ละเอียดมากๆ เยี่ยมชมความงามวัดใหม่สักพัก ก็ไปต่อกันที่ น้ำตกตาดกวางสี ซึ่งได้ยินชื่อเสียงความสวยงามมาตั้งนานแล้ว ได้เห็นกับตาวันนี้นี้ ยอมรับแบบไม่มีข้อสงสัย สวยมากจริงๆ น้ำสวยใส อย่างกับรูปภาพจริงๆ ในรูปที่เห็นว่าสวยแล้ว ของจริงสวยกว่าเป็นหลายเท่า และน้ำเย็นใสน่าเล่นมาก ในส่วนของการเล่นน้ำเราไม่ได้เล่นนะ เพราะต้องไปขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพตอนค่ำๆ ถ้าเล่นน้ำกลัวจะยาว แค่ได้มาเห็นสัมผัสกับความสวยงามของ น้ำตกตาดกวางสี ก็ประทับใจมากๆ แล้ว การมาเที่ยวหลวงพระบางครั้งนี้ ได้ชาร์ตพลังไฟให้เราได้เยอะ จากอาการหมดไฟ เบื่อจากการทำงาน ได้มารีแลกซ์ในสถานที่เที่ยวๆ ไม่ต้องเร่งไม่ต้องรีบ ก็ช่วยให้เราพร้อมไปทำงานเก็บเงิน แล้วมาเที่ยวหลวงพระบางซ้ำอีกครั้งกันดีกว่า
10 จุดเช็คอิน บาหลี ที่เราไม่อยากให้พลาด
พาเที่ยว
อินโดนีเซีย
10 จุดเช็คอิน บาหลี ที่เราไม่อยากให้พลาด
บาหลี จะมาเที่ยวกันสักกี่ครั้ง? แน่นอนว่าคนไม่เคยไปคงบอกว่า ไปเที่ยวสักครั้งก็น่าจะพอ แต่คนเคยไปเที่ยวบาหลีแล้ว จะบอกว่า ไปแล้วก็อยากไปอีก เพราะมีที่น่าเที่ยวเยอะ ที่ให้ตามไปเช็คอิน ถ่ายรูปเยอะมาก ทั้งสายวัฒนธรรม สายธรรมชาติสายฮิปสเตอร์ ก็ตาม เราอดยอมรับกันไม่ได้แน่ๆ เทคโนโลยีทำให้เราเห็นโลกที่ไม่เคยไปผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ โดยที่เราไม่ต้องจิตนาการถึงสถานที่ๆ ไม่เคยเห็น แต่สามารถหาข้อมูลและภาพสวยๆ ให้ดูสร้างความอยากเที่ยวให้เราได้ง่ายๆ ได้เลย บาหลี ก็เป็นอีกหนึ่งที่ยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ที่โด่งดังทั้งธรรมชาติ ทะเลที่เหมาะแก่การเล่นกระดานโต้คลื่น Surfing หรือวัฒนธรรมที่น่าสนใจของโลกตะวันออก ที่ดึงดูดให้เราไปท่องเที่ยว ค้นหา หรือสัมผัสประสบการณ์จริง บาหลี เป็น 1 ใน 34 จังหวัด ของประเทศอินโดนีเซีย ที่เป็นประเทศหมู่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประชากรส่วนใหญ่ของบาหลีนับถือ ศาสนาอินดูแบบบาหลี ที่ได้รับอิทธิพลจากความเชื่อพื้นเมือง วิญญาณนิยม (แอนิมิซึม) มีพื้นที่ทั้งหมด 5,634.40 ตารางกิโลเมตร และเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวสำคัญของโลก มาดูกันว่า 10 จุดเช็คอิน บาหลี ที่เราอยากแนะนำให้คุณไปมีที่ไหนกันบ้าง จองทัวร์บาหลี กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) 10 พิกัด เที่ยวบาหลี 1. Gate of Heaven at Lampuyang Temple เชื่อว่าใครที่แพลนมาเที่ยวบาหลี ที่นี่ต้องเป็น หนึ่งในสถานที่แรกๆที่อยู่ในหัวแน่นอน ภาพประตูแห่งสวรรค์ที่สะท้อนผิวน้ำ อันโด่งดังที่ Lempuyang Temple. ที่จริงๆแล้วเกิดจากเทคนิคของช่างภาพรับจ้างถ่ายภาพใช้กระจกสะท้อนให้เกิดผิวน้ำนั่นเอง รวมไปถึงวิวข้างหลังในวันที่ฟ้าเปิดก็จะมี ยอดภูเขาไฟอากุงเป็นแบ็คกราวให้ภาพเพอร์เฟคขึ้นไปอีก แต่แนะนำว่าถ้าจะมาที่นี่ ให้เริ่มต้นตี 4 จาก Ubud ไปถึงวัด Lampuyang ใช้เวลา 2 ชั่วโมง ซึ่งเราจะไปถึงวัดประมาณ 6 โมงเช้า คิวแรกๆรอไม่นานหรือไม่ต้องรอ แต่ถ้ามาสายๆเป็นต้นไปอาจต้องรอคิว 2-3 ชั่วโมงเลยทีเดียว 2. Taman Tirta Gangga (Water Place) ที่เที่ยวที่ไม่ไกลจาก Lampuyang Temple ซึ่ง Tirta Ganga คือพระราชวังเก่าที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1948 Taman Tirta Gangga Water Palace ถูกออกแบบอย่างสวยงามทั้งสระน้ำ น้ำพุศักสิทธิ์และสระว่ายน้ำที่เชื่อมกับน้ำพุตามธรรมชาติ เป็นอีกที่ถ้ามาเที่ยว Gate of Heaven ควรแวะถ่ายรูป ชื่นชมความงาม ให้อาหารปลาคาร์ฟ หรือทานข้าวก็ดี ร้านอาหารดีงามเป็นเรื่องเป็นราวมาก ตั้งแต่อาหารเช้าไปถึงจองห้องพักไว้ถ่ายพรีเวดดิ้งก็ได้เช่นกัน 3. Uma Pakel Swing คล้ายๆร้านขายกาแฟที่เพิ่มเติมสีสัน หาจุดขายให้คนมาถ่ายรูปเชคอิน ที่นี่เลยทั้งมีชิงช้ายักษ์ มีรังนกยักษ์ และมีกาแฟขี้ชะมดให้ชิม เช่นกัน ที่นี่เขามีไกด์มาต้อนรับแล้วพาเดินแนะนำแต่ละจุด ตั้งแต่ Bali Swing ชิงช้าที่นี่มี 4 ตัว 4 ระดับความสูง เลือกได้ตามความกล้า ค่าเล่น 200,000 IDR หันหน้าออก มีเชือกรัดรอบเอวเกี่ยวเซฟตี้ให้ มีพนักงานถ่ายรูปให้ด้วย ทุ่มสุดตัววิ่งให้ทุกมุมเป็นสเต็ปเลย จากนั้นก็พาไปถ่ายรูปรังนกยักษ์ และพาไปลองชิมกาแฟขี้ชะมด ลองเฉยๆ ไม่ซื้อไม่หาเขาก็ไม่ว่า ชิมฟรีได้เลย 4. Ubud Market หรือชื่อเต็มๆ ว่า Ubud Traditional Art Market ตลาดที่นี่มีทุกอย่างทั้งสำหรับนักท่องเที่ยว และคนท้องถิ่น และแทบทุกคนต้องแวะหาของท้องถิ่น ของฝากของขึ้นชื่อที่นี่ ซึ่งส่วนมากสินค้า มีตั้งแต่งานอาร์ตต่างๆ งานสาน เช่นกระเป๋าสาน และผ้า เช่นผ้าโสร่ง เป็นต้น ก่อนซื้ออย่าลืมต่อราคากันด้วย 5. Bebek Bengil (Dirty Duck Dinner) ร้านที่ใครๆก็แนะนำว่ามาบาหลีต้องกินเป็ดร้านนี้ ตอนแรกก็แปลกใจทำไมเป็ดถึง สกปรก Dirty Duck เพราะเขาแนะนำให้ใช้มือกิน ซึ่งทำให้เรามือเลอะเป็นที่มาว่าทำไมสกปรกนั่นเอง ร้านนี้ ค่อนข้างดังและมีชื่อเสียง บางทีต้องจอง บางทีต้องรอคิว แต่ร้านนี้มีหลายสาขาอยู่นะ 6. Tanah Lot คำว่า ตานะฮ์ลต (Tanah Lot) แปลว่า ”ผืนดิน (ที่อยู่ใน) ทะเล” หินตานะฮ์ลต เกิดจากการกัดเซาะด้วยน้ำทะเลเป็นเวลาหลายปี จึงมีลักษณะคล้ายเกาะในทะเล บนเกาะ Tanah Lot เป็นที่ตั้งของปูรา (โบสถ์พราหมณ์แบบบาหลี) ที่สำคัญของชาวบาหลี เรียกว่า ปูราตานะฮ์ลต (Pura Tanah Lot) เชื่อกันว่าปูราตานะฮ์ลตสร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 16 โดย Dang Hyang Nirartha ได้ชักชวนกับชาวประมงสร้างศาลเจ้าเพื่อบูชาเทพแห่งท้องทะเลของบาหลีขึ้น เทพประจำตานะฮ์ลตคือ Dewa Baruna เทวพรุณ หรือ Bhatara Segara; ภารัตสาคร เทพแห่งทะเลหรือวิญญาณแห่งทะเล ส่วนนีราร์ทาผู้ก่อสร้างปูราก็ได้รับการบูชาที่นี่เช่นกัน ปัจจุบัน ปูราตานะฮ์ลตเป็นหนึ่งในปูราเจ็ดแห่งกลางทะเลของบาหลี บริเวณที่ฐานของเกาะเต็มไปด้วยงูทะเลพิษ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นทวารบาลของปูรา ซึ่งในปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ และอีกด้าน เป็นที่ตั้งของปูราบาตูโบ-ลง (Pura Batu Bolong) ซึ่งตั้งอยู่บนหินที่ถูกกัดเซาะเป็นเหมือนโค้งสะพาน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตที่คนนิยมมาถ่ายรูปอีกที่หนึ่ง 7. Uluwatu เป็นวัดดังอีกที่ที่ตั้งบนหน้าผาริมทะเล ที่ย้อนหลังกลับไปศตวรรษที่ 10 วัด Uluwatu เป็นหนึ่งในวัดที่เก่าแก่ที่สุดในบาหลีเป็นหนึ่งใน Kayangan jagat ของบาหลี หรือ “วัดที่มีอิทธิพลในการเป็นแนวทาง” ซึ่งตามความหมายของศาสนาฮินดู หมายความว่าวัดทำหน้าที่ในการปกป้องบาหลีให้พ้นจากวิญญาณชั่วร้าน ที่นี่บรรยากาศดีมากช่วงพระอาทิตย์ตกดิน จะสวยมากแต่ที่ต้องระวังมากเช่นกัน คือฝูงลิงมาเฟียเจ้าถิ่น ที่มักแย่งของจากนักท่องเที่ยวจากมือจากหน้าเลยทีเดียวว่าจะเป็น แว่นตา โทรศัพท์ กล้อง หมวก โปรดระวังให้มาก 8. Starbucks Reserve Dewata Bali มาเที่ยวบาหลี อีกหนึ่งที่เที่ยวที่ห้ามพลาดคือ Starbucks อาจดูธรรมดา แต่ที่นี่คือ ร้านที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ Starbuck Dewata Coffee Sanctuary คือร้าน Starbucks Reserve Bar สาขาแรกในบาหลีและเป็นสาขาที่ 10 ของประเทศอินโดนีเซีย ที่สวยไม่แพ้หลายๆ ที่เช่นกัน 9. Kuta Beach ไปเล่นเสิร์ฟ ดูวิวที่ Kuta Beach เป็นหาดยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเล่นเสิร์ฟกันที่นี่เพราะคลื่นลมดีเหมาะแก่การเล่นเสิร์ฟ ส่วนใครที่เล่นไม่เป็น เขามีโรงเรียนสอนแบบการันตีไม่เกิน 2 ชั่วโมงยืนบนบอร์ดได้เลย ใครสายกีฬาเอ็กซ์ตรีม ต้องมา ส่วนกลางคืนของ Kuta Beach ก็เต็มไปด้วยสีสันของ Beach Bar และแสงสียามราตรีเช่นกัน 10. ร้าน ACK ขออนุญาติปิดท้ายด้วยร้านไก่ทอด ที่อยากแนะนำให้ทุกคนลอง ร้าน ACK Fired Chicken เป็นร้านไก่ทอดสไตล์เดียวกับ KFC มีหลายสาขา ที่เจ้าถิ่นแนะนำว่า วัตถุดิบ และสูตรมาจากแหล่งเดียวกันแทบทุกเจ้าในอินโดนีเซีย รสชาติอร่อยเหมือนกัน (ส่วนตัวว่าอร่อยกว่าครับ) ที่สำคัญราคาถูกมาก เป็น fast food ที่แนะนำเลย มีแทบทุกถนน แต่ อาจจะไม่ใช่ชื่อ ACK มีชื่ออื่นๆด้วยเช่น C’Bezt Fried Chicken แต่รสชาติอร่อยเหมือนๆกัน เกือบทุกร้านใช้สีแดงเช่นกัน เรื่องและภาพถ่าย โดย จ๊อบ ฝั่งธนฯ ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ www.sinehabangkok.com Facebook Fanpage : Sineha Bangkok Instagram : sinehabangkok Twitter : sinehabangkok